![]() |
|
Spaces home zoozaarusPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
zoozaarus"ไม่มีคำว่าแพ้สำหรับผู้แสวงหาชัยชนะ และไม่มีคำว่าชนะสำหรับผู้ไม่แสวงหา"
September 15 >>> Fantastic "Kyoto" <<< Finaleกลับมาต่อภาคจบแล้วคร้าบ หลังจากคราวก่อนเราไปเที่ยวัด Fushimi Inari ด้วยกันมา คราวนี้เราก็เดินทางด้วยรถไฟ JR กลับมาที่สนานีรถไฟ Kyoto กันอีกครั้ง เพื่อที่จะมาขึ้นรถบัสกัน ด้านหน้าสถานี ก็จะเป็น Kyoto Tower ตั้งอยู่บน Kyoto Tower Hotel สามารถขึ้นไปชมวิวบนนั้นได้ แต่ไม่ได้ขึ้นไป เอาไว้คราวหน้าละกัน อีกอย่างวิวมุมสูงที่นี่ก็คงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ (มั้ง) ขากลับจากวัด Fushimi Inari เกิดอาการหิวจัด เลยซื้อข้าวกล่องรถไฟที่ขายตรงสถานีมา ราคา 800 เยน แต่ทำ Package ได้สวยมาก ๆ เลย กินแล้วรสชาติก็ใช้ได้ๆ อร่อยๆ รูปนี้ตั้งใจให้ดูแผนที่นะ ว่าหน้าตาเป็นยังไง ถึงแม้จะดูยุ่ง ๆ งง ๆ แต่ก็เข้าใจง่ายกว่าที่โหลดมาเยอะ แผนที่นี้มีบอกหมดเลย ว่ารถบัสสายไหน ผ่านที่ไหนบ้าง ไม่ต้องกลัวหลงเรย และแล้วเราก็มาถึงวัด Kinkakuji หรือ วัดทอง นั่นเอง นี่เป็นแค่ด้านหน้าเท่านั้น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ไม่รู้ว่าเป็นต้นไร แต่ชอบใบไม้มันจริงๆ นี่คงเริ่มเปลี่ยนสีแล้วด้วย อยากเห็นตอนที่เป็นสีแดงหมดจริง ๆ บรรยากาศตอนบ่าย ๆ วันนี้คนเยอะมาก นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ยังมีกลุ่มนักเรียนมากันทั้งชั้นเลยมั้ง สองสามร้อยคนได้ มาทัศนศึกษากันเป็นขบวน เย้ ในที่สุดก็มาเห็นจนได้ มุมมหาชน วัดทอง หรือ Kinkakuji รู้สึกว่าเมื่อก่อนจะชื่อวัดอังคะคุจิ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อ ก่อนที่จะกลายมาเป็นสถานที่พักผ่อนของโชกุนสมัยนั้น ตอนที่ไปนั้นอากาศเริ่มครึ้ม ๆ แล้ว ทำให้ต้องรีบทำเวลานิดนึง กลัวฝนจะตกลงมาซะก่อนจะเที่ยวครบ ยอดของหลังคา เป็นนกฟีนิกซ์ เท่ห์ได้อีกนะเนี่ย เราเดินอ้อมมาด้านหลัง ตามทางที่เค้าทำเอาไว้ ทำให้เห็นมุมมองของวัดทองด้านข้างบ้าง จริง ๆ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดว่าที่นี่อลังการมากมาย แต่ชอบถึงความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ป้ายนี้เขียนว่าไรน้อ อยากเข้าใจจัง หินก้อนนี้ เค้าว่ากันว่าเป็นเหมือนปลา กำลังว่ายทวนน้ำตกขึ้นไป ด้านหลังของวัด เป็นเนิน สวน ป่า ต้นไม้มากมาย ร่มรื่นจริงๆ ชอบใบไม้ที่นี่อ่ะ ชอบๆๆ พอเริ่มหมดมุข ก็จะรูปซ้ำแระ ขออีกทีละกัน ประทับใจๆ พอเที่ยวหมดแล้ว ก็เดินทางกลับ ออกมารอรถที่ป้ายรถเมล์เหมือนเดิม วัดสุดท้ายคือวัด Kiyomizu หรือวัดน้ำใสนั่นเอง พอนั่งรถบัสมา ก็ต้องเดินขึ้นเนินอีกสูงเหมือนกัน ขึ้นมาได้ซักพัก ก็เริ่มเจอผู้คนมากมาย ด้านนอกวัด เค้าทำเหมือนถนนคนเดิน ขายของที่ระลึก ขนมมากกมายริมข้างทาง ขอแอบถ่ายนายแบบหน่อยนะ ครึกครื้นๆ มาถึงหน้าวัดแล้ววว คนล้นหลาม หารูปที่มีคนในรูปน้อยที่สุดได้แค่นี้แหละ มันเยอะจริงๆ มุมนี้ ถ้าไม่มีคน กะไม่มีใบไม้ ก็คงสวยดีๆ สีแดงได้ใจมะ เทรนสีแดงมาแรงเหลือเกินอัลบั้มนี้ มีกระบวยอีกแล้ว แต่นี่ม่ายใช่น้ำใสที่ว่าหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดๆ แล้วก็ได้มาถ่ายรูปที่มุมนี้ครับ มุมมหาชน เป็นวิหารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา ว่ากันว่าวิหารแห่งนี้ ไม่ใช่ตะปูซักตัว ใช้ไม้ขัด ๆ กันเอา มหัศจรรย์มะ จากด้านบนนี้ สามารถเห็นวิวเมืองเกียวโตได้ด้วย อาจจะไกลไปหน่อย แต่ก็สวยดีนะ ดอกหญ้าด้านบนนี้ก็ทำให้บรรยากาศที่นี้โรแมนติกไปอีกแบบ อีกมุมนึงของเจดีย์ พอเดินลงมาด้านล่าง ก็จะเป็นร้านน้ำชา ที่ขายของที่ระลึก รวมถึงที่ให้เคาะระฆังด้วย แล้วก็เป็นบริเวณที่มีธารน้ำใส สามสาย ไหลลงมาที่เดียวกัน เชื่อกันว่าถ้าได้ดื่มแล้วจะมีโชค สามอย่าง คือคำอธิฐานจะเป็นจริง อายุยืนยาว และสุดท้ายคือสุขภาพดี (อ้างอิงจากป้ายที่เค้าบอก) แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า เป็น Health, Love and Wealth มากกว่า เค้าดื่มกันจริง ๆ เลย พอดื่มเสร็จก็เอากระบวยไปใส่ตรงที่ฆ่าเชื้อด้วย Ultra Violet ระหว่างทางกลับ ก็เจอพระด้วย รู้สึกว่าใครไปใครมาก็ต้องเจอนะเนี่ย ก่อนกลับ แอบเห็นหลังของ เกอิชา ไกล ๆ ด้วย เสียดายจังไม่ได้เห็นระยะใกล้ๆ แต่ได้เห็นแค่นี้ก็ยังดี (กว่าไม่ได้เห็น) เนอะ ป้ายนี้แปลว่าไรหนอ มีนักเรียนเหรอ หรือว่าให้ดูแลเด็กดี ๆ งง ๆ สุดท้ายแล้วคร้าบ ก่อนกลับก็ซัดราเม็ง ตรงห้าง ใต้สถานีเกียวโต มีร้านอาหารมากมายให้เลือก ชามใหญ่มากก กินชามเดียวอิ่มทั้งคืนเลย ^^ เดินทางกลับโรงแรมด้วยรถไฟธรรมดา เป็นรถหวานเย็น จอดมันทุกป้าย กว่าจะถึงโรงแรมใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า - -" ง่วงก็ง่วง นั่งก็ไม่ได้นั่ง เมื่อย ๆ เหนื่อย ๆ พอถึงโรงแรมก็หลับเป็นตายเรยทีเดียว จบแล้วคร้าบ หนึ่งวันที่ได้มาเกียวโต คิดว่าก็น่าจะได้เที่ยวที่สำคัญ ๆ ไปแล้วล่ะเนอะ ^^ ไว้มีโอกาส ค่อยมาอีกที ในฤดูอื่นมั่ง ^^ >>> Fantastic "Kyoto" <<< Part 1ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วคับที่ได้มาที่ KIX อีก ไฟลตเดิมเรย TG 622 กลับ TG621 ไฟลตนี้โชคดีที่มีเพื่อนห้องเดียวกันมาด้วย เลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวเกียวโตกัน มาถึงโรงแรมก็ราว ๆ 7 โมงเช้าที่นี่ เก็บของเสร็จแล้วก็ออกเที่ยวกันเล้ย ไม่หลับไม่นอนกันแล้ว ครั้งนี้เราต้องเดินทางไปกันไกลถึงเกียวโต หากจะเดินทางด้วยรถไฟ JR ธรรมดา ๆ จอดมันทุกป้าย กว่าจะถึงก็อาจจะเที่ยงเลยก็ได้ เราเลยตัดสินใจนั่งรถไฟกลับไปที่สนามบินเพื่อที่จะนั่งรถด่วนไปแทน เราใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงเศษ ก็ไปถึงสถานีรถไฟเกียวโต พอไปถึงก็ตกตะลึงกะความอลังการของสถานีรถไฟแห่งนี้ 0_0 หลังคายังสูงเว่อร์ได้อีก เมื่อไหร่บ้านเราจะได้แบบนี้มั่งเนี่ย พอไปถึง เราก็ขึ้นไปชั้น 2 ขอแผนที่เมืองเกียวโต และซื้อตั๋วรถบัส Day Pass 500 เยน แต่เรายังไม่ใช้ตั๋วนี้ เพราะว่าเราจะไปวัด Foshimi Inari กันก่อน ซึ่งต้องนั่งรถไฟ JR ไป 2 ป้าย (จริง ๆ รู้สึกว่าจะนั่งรถบัสได้เหมือนกัน แต่นั่งรถไฟไปง่ายกว่า) นั่งรถไฟไปสองป้ายเท่านั้น ลงที่สถานี Fushimi Inari ก็จะเห็นทางเข้าวัดเลย ตอนเช้า ๆ แบบนี้อากาศก็ยังดี คนก็ยังไม่เยอะ ชอบจริง ๆ เล้ย เข้ามาก็เจอ โทริอิอีกแล้ว (Torii) วัดนี้โด่งดัง และขึ้นชื่อว่าเป็นวัดโทริอิพันต้น หลาย ๆ คนคงจะพอนึกออกจากหนังเรื่อง "เกอิชา" ฉากที่เด็กวิ่ง ๆ อ่ะนึกออกป่ะ แต่ก่อนจะเจอโทริอิพันต้น เราจะเจอรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกก่อน ที่วัดนี้จะมีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกแบบนี้เยอะ เนื่องจากเค้าถือว่าเป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้าอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งธัญพืช ซึ่งเป็นที่มาของวัดนี้ นี่ไง ดูชัด ๆ ว่าคาบอะไรมา จริง ๆ แล้วตัวอื่นก็มีคาบอย่างอื่นอีก รวงข้าวมั่ง กุญแจมั่ง อะไรประมาณนั้น บรรยากาศรอบ ๆ ก็สวยดีครับ ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ และแล้วก็เจอแล้วคร้าบ โทริอิพันต้น ผมว่านี่มันไม่พันต้นแล้วล่ะ เป็นหมื่นแหงๆ เห็นว่ากว่าจะเดินจนสุดเนี่ย ยาวถึง 4 กิโลเมตรเลยครับ (ผมเห็นแผนที่แล้วถอดใจอ่ะคิดดู) ถ้ามองกลับมา จะเห็นตัวหนังสือ เขียนว่าไรหว่า อยากรู้จัง อากาศที่นี่เย็นมาก มีเสียงอีการ้องเป็นพัก ๆ (โรแมนติกมากก T__T) เดินไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งซึมซับความอลังการของที่นี่ ผมว่าคนที่คิด คนที่ทำเนี่ย สุดยอดจริงๆ อยากมาที่นี่อีกที ตอนดึก ๆ จัง อยากเห็นว่าเวลาเดินตอนกลางคืน เปิดโคมไฟ คงได้บรรยากาศอีกแบบ เดินมาได้ซักพักใหญ่ ๆ ก็ตัดสินใจกลับดีกว่า ไม่เดินจนสุดแระ เพราะว่าวันนี้มีโปรแกรมจะไปต่ออีกสองวัด วัดที่ญี่ปุ่น มักจะมีที่ให้เขียนขอพรอยู่เกือบทุกที่เลย แต่ที่นี่ก็จะมีเอกลักษณ์ก็คือเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกนั่นเอง เจออีกแล้ว ตัวนี้เหมือนจะคาบลูกแก้ว เดินขึ้น ๆ ลง ๆ เพลินดีจริงๆ มุมคล้าย ๆ เดิม แต่ก็ชอบอยู่ดี อากาศเช้านี้ดีจริง ๆ เล้ย ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไป Kyoto Station ก็แอบถ่ายวัยรุ่นญี่ปุ่นมาให้สาว ๆ น้ำลายไหลนิดนึง (จริงๆ แอบชอบเอง -*-) แต่งตัวกันแนวจิง ๆ ยอม ๆ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ไว้ค่อยมาต่อที่เหลือพรุ่งนี้ (ถ้ามีเวลาแต่งรูปนะ) เหลืออีกสองที่ คือวัด Kinkakuji หรือวัดทอง ซึ่งเคยเป็นวัดที่อิกคิวซังเคยอยู่ กะวัด Kiyomizu หรือวัดน้ำใส ที่เคยส่งประกวดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย ^^September 08 Shang Hai "The Land of Future"หลังจากเดือนที่แล้วสเก็ตค่อนข้างแย่ มีไฟลตใหญ่เพียงแค่ 2 ไฟลตเท่านั้น เดือนนี้ก็เริ่มเดือนด้วยไฟลตใหญ่ที่ไม่เคยมา PVG หรือเซี่ยงไฮ้นั่นเอง ^^ ไฟลตนี้วางแผนว่าจะไปเที่ยวสวย Yuyuan Garden , ดูวิวที่ The Bund และจบด้วยการไปชมวิวที่ Pearl Tower เลยทำการหาข้อมูลไปก่อน ตอนไปบินมีเพื่อน Trainee มาบินด้วย รวมถึงพี่ในไฟลตอีกคนนึงได้ฟังแผนการแล้ว ก็ขอตามมาด้วย ^^ ดีเหมือนกัน เผื่อนั่ง Taxi จะได้มีคนหาร มาถึงโรงแรมแต่เช้า ก็เช็ครอบรถโรงแรมที่จะเข้าเมือง ก็เลยตกลงกันว่างีบก่อนดีกว่า ออกไปเที่ยวกะรถรอบ บ่ายโมงครึ่งละกัน เข้ามาดูในห้องกันนิดหน่อย ตกแต่งสไตล์จีน บางคนก็ว่าน่ากลัว แต่ผมว่าสวยดีอ่ะ วิวด้านนอกหน้าต่าง ก็เป็นตึกแถวมากกมายแบบนี้คับ ^^ เรานั่งรถโรงแรมเข้าเมือง มาต่อรถไฟใต้ดิน มาลงสถานี Nanjing แล้วต่อรถ Taxi มาลงที่ Shanghai Old Street คับ ไม่ไกลเท่าไหร่ ค่า Taxi แค่ 12 หยวน (Start ที่ 10) ย่านนี้เป็นตึกสไตล์จีนสุด ๆ เป็นร้านค้าขายของที่ระลึก เสื้อผ้า มากมาย แต่ไม่ได้ซื้อ แม่ค้าที่นี้ตื๊อมากกก ผมก็ "ปู่เย่าๆ" แปลว่าไม่อาววววว ไม่เอาๆ โคมแดงแสดงออกถึงความเป็นจีนได้ดีจริงๆ
นี่ร้านอารายเอ่ย ใครช่วยแปลหน่อย อีกอย่างนึงที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ คือการตกแต่งหลังคาที่ไม่เหมือนที่ไหนจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่นอันนี้ เป็นน้องหมาน่ารัก ^^ ส่วนอันนี้ก็เป็นคนตกปลา กะมังกร เข้าไปในสวนแล้ว นอกจากจะเป็นสวนที่ตกแต่งสไตล์จีนแล้ว ยังมีส่วนที่ขายรูปภาพด้วย สวยดีๆ (แต่ไม่ได้ซื้ออ่ะ แพงเกิน) จ๊ะเอ๋ นี่คร้าบ เปิดตัวเพื่อนร่วมทริป โบ 2008 และ พี่กบ 2006 ^^ August 29 One day in Osakaกลับมาต่อภาคสุดท้ายแล้วค้าบ อาจจะห่างจากภาคที่แล้วไปซักพักนึง เพราะว่ามีบินพอดี
หวังว่าคงยังไม่นานเกินรอ (ยังรอกันอยู่ป่าว) ภาคนี้รับรองได้ดูรูปเยอะๆ สมกะที่รอแน่นอน ^^
ภาคที่แล้วเราจบที่ไปชมวิวที่ Floating Garden Observatory กัน เป็นบรรยากาศยามบ่ายที่สวยงามจริง ๆ
เป้าหมายต่อไปคือการไปขึ้นเรือ Santa Maria โดยที่เราต้องไปที่ Osaka Bay Cruise ซึ่งอยู่ใกล้ Subway Osakako Station
นี่ครับ เรือ Santa Maria ที่เราจะไปขึ้นไปชมวิวริมแม่น้ำยามเย็นกัน จริง ๆ แล้วค่าขึ้นคนละ 1,600 เยน
แต่แน่นอนเราใช้บัตรเบ่ง 5 5 5 ขึ้นฟรีๆ
เรือ Santa Maria เป็นเรือจำลองของเรือ Santa Maria ที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ใช้ในการสำรวจข้ามมหาสมุทรแอดแลนติก
แต่เรือจำลองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของจริงถึง 2 เท่า
ล่องเรือมาได้ซักพักก็เห็นเรืออีกลำนึง ซึ่งเป็นเรือข้ามฟาก ไปยัง Universal (แต่ไม่ได้ไปอ่า ไว้คราวหน้าๆ)
จริง ๆ ตอนแรกผมเข้าใจผิด เดินมาที่เรือลำนี้ก่อน แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่ช่ายยย ต้องไปอีกทาง
ไม่งั้นผมอาจจะขึ้นผิดลำ ข้ามไปแถว Universal ซะแล้ว
ถึงตรงนี้ ผมคงไม่รู้จะบรรยายอะไร ให้ไปชมวิวด้วยกันดีกว่า
บางทีภาพอาจจะแทนคำบรรยายได้มากพอแล้วคับ ^^
สะพานพระราม 9 เอ้ย ไม่ใช่ สะพานไรหว่า - -"
อยากขึ้นไปอยู่บนนั้นจัง
ยามเย็น
ลอดใต้สะพานรถไฟ
พระอาทิตย์
ปั้ม Jet - -" ไม่ใช่แระ
พี่ ๆ ที่ยังตามผมมา เริ่มออกอาการเหนื่อย เคลิ้ม ง่วงนอน เนื่องจากไม่ได้นอนกันมา 30 ชั่วโมง
และเปรย ๆ ว่าอาจจะขอแยกกลับก่อน เนื่องจากเหนื่อยเหลือเกิน ไม่สามารถตามผมไปได้อีก - -"
พระอาทิตย์หลบหลังเมฆ
พักผ่อนสบายๆ
เหมือนเรือ แม่ ลูก เลย ว่ามั๊ย
เราใช้เวลาล่องแม่น้ำราว 50 นาที รับลมเย็น ๆ สบาย ๆ มีแดดอ่อน ๆ ยามเย็น ไม่ร้อนมากเกินไปนัก
พอให้หายเหนื่อย (สำหรับผม) พอที่จะมีแรงลุยต่อ
จริง ๆ แล้วก่อนเราจะมาขึ้นเรือ ได้เดินผ่านชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Tempozan Giant Ferris Wheel นี้มาแล้ว
แต่ตอนนั้นรีบ ๆ เพราะกลัวจะไม่ทันขึ้นเรือเที่ยวสุดท้าย เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา
Tempozan Wheel นี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร และสูง 112.5 เมตร ใช้เวลาหมุนราว 15 นาทีต่อรอบ
ค่าขึ้น 700 เยน แต่บัตรเบ่งเราสามารถเป็นส่วนลดได้ 10% เท่านั้น ผมเลยไม่ได้ขึ้นอ่า (งกเนอะ)
จริง ๆ แล้วผมก็อยากขึ้นนะ แต่มันไม่มีเวลาแล้วอ่ะ แถมวันนี้ขึ้นที่สูงมาแล้วสองสามที่
ตั้งแต่ Tsutenkaku Tower, Osaka Tower, Floating Garden แถมเดี๋ยวจะไปขึ้นที่ World Trade Center อีก
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มาก เลยคิดว่าคงจะได้มุมคล้าย ๆ กัน ไปขึ้นที่นั่นดีกว่า
ถึงตรงนี้ พี่ ๆ ก็ขอแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง (ฟังดูเศร้ามะ) ผมก็ได้ไปลุยเดี่ยวตามใจผมเองซะที
(แอบดีใจ เพราะคล่องตัวกว่า ไปไหนไม่ต้องฟังเสียงบ่น รอกันไปรอกันมาอีกตะหาก ^^)
มาถึงสถานี Trade Center-mae Station แล้ว ก็หาทางเดินไปตึกนี้คับ
เกือบถึงแล้วคับ World Trade Center Cosmo Tower Observation Deck
ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดใน Osaka สูงถึง 256 เมตร (แต่ก็ยังไม่สูงเท่าใบหยก)
ขาขึ้น เราต้องขึ้นลิฟต์ไปก่อนที่ชั้น 52 ครับ
แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นชมวิว ที่ชั้น 54
บันไดเลื่อนไกลมากๆ เหมือนขึ้นบันไดเลื่อนรถใต้ดินสีลมเลย
เยสสส ในที่สุดก็มาถึงแล้วคับ บรรยากาศยามพลบค่ำของโอซาก้า มันช่าง ... คุ้มค่าเหลือเกินที่มา
พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน หากใครได้มากะคู่รัก คง Sweet น่าดู T__T
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มีเรือที่กำลังจะแล่นออกทะเลไป โอ้ววว
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ววว T__T
โดมด้านล่างที่เห็นคือ Osaka MariTime Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ด้านการเดินเรือ
โดยจะมี Simulation 3-D ด้วย เสียดายที่ผมไม่มีเวลาไปเยี่ยมชม (ใช้บัตรเบ่งเข้าฟรีเหมือนกัน)
จากด้านบน จะเห็น Tempozan Ferris Wheel ได้อยากชัดจนครับ แถว ๆ นั้นก็จะมีทั้ง Aquarium และ Osaka Bay Cruise ที่เราไปขึ้นมาตะกี้
หันกลับมาดูด้านบน WTC เค้ามีร้านอาหารน่ารัก ๆ ด้านบนด้วย ใครที่อยากมาดินเนอร์แบบโรแมนติกที่นี่ก็โอนะคับ
เพราะพระอาทิตย์ตกแล้ว ในเมืองก็เริ่มเปิดไฟแล้วคับ เวลาที่ผมรอคอย เพราะผมชอบวิวกลางคืนที่สุดเลย ^^
บน Tower เราสามารถมองไปได้รอบๆ ถึง 360 องศาเลย เห็นทุกมุมของ Osaka
ภาพนี้มุมเดิมครับ แต่พอมืด แล้วเปิดไฟแล้ว สวยจนลืมเหนื่อยไปเลย
ขยับมาอีกนิด
มองมุมกว้างมั่ง ด้านล่างขวา เห็นเเขียว ๆ นั่นสนามฟุตบอลครับ
ถึงเวลาทุ่มครึ่งแล้วครับ ผมต้องรีบไปนัมบะแล้ว เพราะว่าไม่อยากกลับโรงแรมดึกมาก
กลัวจะไม่มีรถกลับ แถมหิวด้วย กะจะไปกินแถวนัมบะ
ผมขึ้นรถไฟใต้ดิน กลับมาที่ Namba Station หาทางไป Dotonbori Gokuraku Shotengai
เดินไปเดินมาก็งง เพราะไม่เคยมา ย่านนี้มันก็ค่อนข้างใหญ่พอสมควรสำหรับคนที่ไม่สันทัดแถวนี้อย่างผม
แต่คราวหน้าผมกะจะมาลุยที่นี่ให้มากกว่านี้
แต่เราก็หาาา กันนน จนเจอออ จนได้คับ ผมเจอแล้วว วู้วว ๆ เข้าเลยดีกว่า หิวๆ
ที่นี่บางทีเค้าก็เรียกเป็น Food Entertainment Park เพราะว่าบรรยากาศเค้าตกแต่งแบบ Retrospect (ยังไงหว่า)
ให้ความรู้สึกแบบโอซาก้าสมัยก่อนมากๆ
ตอนเราเข้าไป เค้าจะให้ข้อมูลมา เป็นโบรชัวร์ โดยมีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย
จริง ๆ ค่าเข้า 315 เยน แต่อีกแล้วว เรามีบัตรเบ่ง ใช้คุ้มสุดๆ เข้าฟรี
เค้าจะให้การ์ดมาใบนึง ใช้รูดเวลาเข้าไปทานอะไรด้านใน แล้วค่อยออกมาจ่ายที่แคชเชียร์เวลาออกมา
ผมชอบบรรยากาศด้านในนะ ดูญี่ปุ่นมากๆ ผู้คนด้านในก็แต่งตัวให้สมกับบรรยากาศจริงๆ
ร้านค้าก็เป็นแบบโบราณ ๆ หน่อย ติสต์มากๆ
ร้านอาหารก็แนว เค้าทำไว้หลายชั้นมาก รู้สึกจะเป็นตั้งแต่ชั้น 5 ถึงชั้น 7
ใหญ่จนรู้สึกเหมือนเป็นใจกลางเมืองเล็ก ๆ เลย ถ้าเดินไม่ดีอาจจะหลงได้ ^^
ผมขึ้นมาถึงชั้น 7 บริเวณตรงกลางเหมือนจะเป็นตลาดนัด มีที่ให้ตกปลา เกมส์มากกมาย แต่ไม่ได้เล่น
ดูเด็ก ๆ ที่มา จะชอบเหลือเกิน ผมเองก็ชอบ
นักพักผ่อนซักแป๊บบ - -"
หันมาเห็นแม่ลูก นั่งกินทาโกะยากิกัน โอ่ยยย หิว ๆๆ ผมก็หิววว
เลยจัดการสั่งมาทานบ้าง เค้ามีสองแบบคือแบบ Sauce และแบบ Salt พูดซะผมงง ผมเลยจัดการไปอย่างละ 6 ลูก
เปรมมม 5 5 5 แต่ส่วนตัวชอบแบบ Sauce มากกว่า แบบ Salt เค็มไปหน่อย
ทานเสร็จ ก็คงได้เวลากลับแล้วครับ จะสามทุ่มแล้ว กว่าจะถึงโรงแรมคงสี่ทุ่มกว่า
ขากลับก็ยังอดไม่ได้ เห็นมุมไหนก็รู้สึกว่าเค้าทำได้สวยจริงๆ
ลงมาด้านล่างแล้วครับ ถ่ายรูปปลาปักเป้ามาเป็นหลักฐานว่ามาถึงแล้วนะ นัมบะ
จริง ๆ ถ่ายรูปปู กูลิโกะ ยักษ์แดง มาด้วย แต่ไม่โพสต์ละดีกว่า เยอะเกิน
หันมาถ่ายรูปลุงกินไอติมดีกว่า
ฝรั่งยืนเก๊ก (ไม่มีไรหรอกคับ แค่อยากถ่ายบรรยากาศที่นี่แบบอื่น ๆ บ้าง)
สุดท้ายแล้วคับ หมดแรง แรงหมดพอดี เห็นจักรยานแล้วอยากขี่บ้าง เผื่อจะเหนื่อยน้อยลง ^^
สรุปใน 1 วัน ที่ผมมาโอซาก้าเป็นครั้งแรก
เริ่มต้น นั่งรถไฟจาก Hineno มา Tennoji Station ใช้เงิน 540 เยน
ไปซื้อบัตร Osaka Unlimited Pass 2,000 เยน
นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรี) ด้วยการไปวัด Shitennoji ซึ่งค่าเข้า 300 เยน (แต่ฟรี)
จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรีอีก) ไป Tsutenkaku Tower ซึ่งค่าขึ้น 600 เยน (แต่ก็ฟรีอีก)
ชมวิวเสร็จก็ไปกินข้าว ค่าอาหารหมดไป 590 เยน
กินอิ่มก็มีแรงไป Osaka Castle นั่งรถไฟฟรี ขึ้น Tram 200 เยน (ฟรี) เข้าปราสาท 600 เยน (ฟรีอีก)
เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรี) มา The Floating Garden Observatary ค่าขึ้น 700 เยน (ฟรีจ้า)
นั่งรถไฟใต้ดินไปต่อ(ฟรี) ขึ้นเรือ Santa Maria ค่าขึ้น 1,600 เยน (ฟรี อีกแล้ว โคดคุ้ม)
นั่งรถไฟใต้ดิน รอบที่ล้าน (ฟรี) ไปที่ World Trade Center ค่าขึ้น 800 เยน ( โถ ๆ ไม่ได้กินตังก์ผมหรอก)
สุดท้าย นั่งรถไฟจนตูดแฉะ กลับมาที่นัมบะ (ฟรี) มาเข้า Dotobori Gokuraku Shoutengai เข้าเข้า 315 เยน (ฟรีอีแล้ว)
นั่งรถไฟกลับไปที่ Tennoji (ฟรี) ก่อนจะนั่งรถไฟ JR Line กลับโรงแรมอีก 540 เยน
ระหว่างทางเสียค่าน้ำสองขวด 300 เยน ค่าทาโกะยากิรวมอีก 800 เยน
รวมทั้งหมดทริปนี้เสียตังก็ไป 540 + 2,000 + 540 + 300 + 800 เยน = 4,180 เยนเท่าน้านน พันกว่าบาทเองง
จบแล้วค้าบ ขอบคุณทุก Comment ที่ให้มาด้วยนะคับ ทำให้มีกำลังใจ เหนื่อยก็มาโพสต์
มีกำลังใจออกไปเที่ยว ถ่ายรูปมาให้ชมต่อ ^^
ปล. เดือนหน้ามีไปโอซาก้าอีกแล้ว คราวนี้ไปไหนดีน้อ ^^
August 25 ย้ายบ้านนะค้าบ ป่าวหรอก ไม่มีอะไร เผื่อใครแวะเข้ามาแล้วคิดว่าทำไมไม่ update
ตอนนี้ไม่เขียนที่ space นี้แล้วอ่ะ ใครอยากอ่าน blog เราก็ไปที่
zoozaarus.multiply.com ละกันนะคับ July 16 สมองอุ้ย
ไปเจอแบบทดสอบนี้มา (แอบอ่านใน space คนอื่น) เป็นแบบทดสอบ ให้เลือกรูปนึงขึ้นมา โดยจะอธิบายลักษณะการคิดของเรา ค่อนข้างตรงแฮะ ใครอยากทำก็กด link นี้ละกันนะ http://www.blogthings.com/whatpatternisyourbrainquiz/
รับปริญญาแล้วเด้อเมื่อวานนี้รับปริญญาแล้ว (14 กค.)
ขอบคุณทุกคนที่มาแสดงความยินดีด้วย
ทั้งครอบครัว เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ
วันนั้นต้องขอโทษหลาย ๆ คนด้วยนะ
ที่ไม่ได้ take care อะไรเท่าไหร่เลย
มันยุ่งมาก ๆ จนเราเองก็สับสนเหมือนกัน
เล่าเรื่องรับปริญญาหน่อยดีกว่า
ตอนเช้าออกหอมารถติดมาก
ไม่ได้แต่งตัวออกมาจากหอ
น้องชาย (ไอ่อัฐ) โทรมาตอนหกโมงครึ่ง (เพิ่งตื่น)
มันมาถึงแล้ว !!! (นัด 7 โมงถึง 7 โมงครึ่ง)
เอาวะ ตื่นก็ได้ (เมื่อคืนนอน 3 ทุ่ม ตื่นเที่ยงคืน แล้วนอนอีกที ตี 4)
กว่าจะไปถึง รถติดอีก ถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง แต่งตัวเสร็จก็ 8 โมงได้
ถ่ายรูปที่หอกับครอบครัวและเพื่อนๆ ถึง 9 โมงนิด ๆ
ละก็ข้ามฝั่งไปถ่ายแถว ๆ คณะ และตึก ENG4
ถ่ายกับเพื่อน ๆ ได้ซักพักก็มาที่แถว ๆ หลังหอประชุม
พอ 11 โมงครึ่ง ก็ไปเข้าแถว ร้อนโคด
กว่าจะได้เข้าจริง ๆ ก็บ่ายโมงได้
ได้นั่งอยู่ชั้น 2 เป็นคนท้าย ๆ ได้
พอเริ่มพิธีการ
CU corus เริ่มร้องเพลงประสานเสียง 3-4 เพลง
จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรบ้าง แต่เพราะมากๆ ขนลุกเลย
จากนั้นพระเทพฯ ก็เสด็จ
แล้วคณะต่าง ๆ ก็เริ่มรับปริญญา
บรรยากาศตอนนั้น ทุกคนเริ่มตื่นเต้น
ปรบมือให้กับทุกคนที่รับปริญญา
แต่สักพักก็มีคนหลับ (หลับเหมือนกัน)
มีอยู่คนนึงได้รับเสียงปรบมือมากเป็นพิเศษ
ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าอะไร (ตกใจตื่นเลย)
พอหันมามองถึงได้เข้าใจ
เพราะคนนั้นเค้าพิการ ตาบอด
สุดยอดมากๆ ปรบมือให้ดัง ๆ อีกคนเลย
โคดจะใจเลย เก่งมาก ๆ ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาบรรยาย
ตื้นตันใจแทนเลย
นี่ขนาดไม่รู้จักกันนะ
ถ้าเป็นพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องมาได้อยู่ ณ ที่นี่
คงร้องไห้แน่นอนล้านเปอร์เซนต์
พอถึงเวลาที่ขึ้นไปรับปริญญา
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้พระเองท่านมากขึ้น
ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
พยายามรวบรวมสติ มองพระพักตร์
ละก็เดินไปตามจุด Mark
พอจังหวะโค้ง
แล้วเดินเข้าไป
รับปริญญา
จับมาไว้ที่อก
แล้วก็เดินถอยหลัง 4 ก้าว
หันหลัง
ละก็เดินจากไป
โอว..
มันผ่านไปแล้วเหรอเนี่ย
นึกขึ้นได้ทีหลัง
ไม่ได้มองพระพักตร์พระเทพฯ ชัด ๆ เลยง่ะ T_____T
เสียดายมากๆ เพราะนั่งไกลมากๆ
สุดท้ายหลังจากมอบเหรียญรางวัล
และทุนการศึกษาให้หมดแล้ว
ก็ให้โอวาท และเสด็จกลับ
หลังจากนั้นก็เป็นพิธีถวายบังคม (รึถวายสัตย์อะไรนี่แหละ)
ปรากฎว่าเกือบได้ทำพิธีข้างในหอประชุม
เพราะฝนตก !!!
แต่ก็ยังโชคดี ที่ฝนซา เลยได้ออกไปทำพิธีที่หน้าพระบรมรูปฯ สองรัชกาล
แต่ก็ไม่ได้นั่งคุกเข่า ต้องยืนทำพิธีแทน
เสร็จละก็มาถ่ายรูปต่อ
คราวนี้มีปริญญาบัตรละ
ถ่ายรูปกับครอบครัวได้สักพักก็ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ต่อ
ถ่ายแถว ๆ หน้าพระบรมรูป ละก็สระน้ำ
แล้วสุดท้ายก็ข้ามาที่หอพัก
ถึงประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง ก็เลิก
ส่งพ่อแม่ขึ้นรถกลับ
ไปกินข้าวกับชมรมแสงเสียง
กลับมาน็อกที่หอตอนสี่ทุ่มกว่า
ไม่ได้อาบน้ำ ไปนอนเลย
ตื่นมาอีกทีเกือบบ่ายสอง
- จบข่าว - July 09 อยากกลับบ้าน...คิดถึงเชียงใหม่อ่ะ
เบื่อกรุงเทพฯละเนี่ย
กลับบ้านดีมั๊ย???
ทำไมต้องอยู่กรุงเทพฯ???
จำเป็นมั๊ยที่ต้องอยู่กรุงเทพฯ???
T___T
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||