Wutcharin's profilezoozaarusPhotosBlogLists Tools Help

Wutcharin Thatan

Occupation
Interests
ยังไม่แต่งงาน(โว้ย) (",)
Photo 1 of 44
September 15

>>> Fantastic "Kyoto" <<< Finale

กลับมาต่อภาคจบแล้วคร้าบ หลังจากคราวก่อนเราไปเที่ยวัด Fushimi Inari ด้วยกันมา คราวนี้เราก็เดินทางด้วยรถไฟ JR กลับมาที่สนานีรถไฟ Kyoto กันอีกครั้ง เพื่อที่จะมาขึ้นรถบัสกัน ด้านหน้าสถานี ก็จะเป็น Kyoto Tower ตั้งอยู่บน Kyoto Tower Hotel สามารถขึ้นไปชมวิวบนนั้นได้ แต่ไม่ได้ขึ้นไป เอาไว้คราวหน้าละกัน อีกอย่างวิวมุมสูงที่นี่ก็คงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ (มั้ง) ขากลับจากวัด Fushimi Inari เกิดอาการหิวจัด เลยซื้อข้าวกล่องรถไฟที่ขายตรงสถานีมา ราคา 800 เยน แต่ทำ Package ได้สวยมาก ๆ เลย กินแล้วรสชาติก็ใช้ได้ๆ อร่อยๆ รูปนี้ตั้งใจให้ดูแผนที่นะ ว่าหน้าตาเป็นยังไง ถึงแม้จะดูยุ่ง ๆ งง ๆ แต่ก็เข้าใจง่ายกว่าที่โหลดมาเยอะ แผนที่นี้มีบอกหมดเลย ว่ารถบัสสายไหน ผ่านที่ไหนบ้าง ไม่ต้องกลัวหลงเรย และแล้วเราก็มาถึงวัด Kinkakuji หรือ วัดทอง นั่นเอง นี่เป็นแค่ด้านหน้าเท่านั้น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ไม่รู้ว่าเป็นต้นไร แต่ชอบใบไม้มันจริงๆ นี่คงเริ่มเปลี่ยนสีแล้วด้วย อยากเห็นตอนที่เป็นสีแดงหมดจริง ๆ บรรยากาศตอนบ่าย ๆ วันนี้คนเยอะมาก นอกจากนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ยังมีกลุ่มนักเรียนมากันทั้งชั้นเลยมั้ง สองสามร้อยคนได้ มาทัศนศึกษากันเป็นขบวน เย้ ในที่สุดก็มาเห็นจนได้ มุมมหาชน วัดทอง หรือ Kinkakuji รู้สึกว่าเมื่อก่อนจะชื่อวัดอังคะคุจิ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อ ก่อนที่จะกลายมาเป็นสถานที่พักผ่อนของโชกุนสมัยนั้น ตอนที่ไปนั้นอากาศเริ่มครึ้ม ๆ แล้ว ทำให้ต้องรีบทำเวลานิดนึง กลัวฝนจะตกลงมาซะก่อนจะเที่ยวครบ ยอดของหลังคา เป็นนกฟีนิกซ์ เท่ห์ได้อีกนะเนี่ย เราเดินอ้อมมาด้านหลัง ตามทางที่เค้าทำเอาไว้ ทำให้เห็นมุมมองของวัดทองด้านข้างบ้าง จริง ๆ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดว่าที่นี่อลังการมากมาย แต่ชอบถึงความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ป้ายนี้เขียนว่าไรน้อ อยากเข้าใจจัง หินก้อนนี้ เค้าว่ากันว่าเป็นเหมือนปลา กำลังว่ายทวนน้ำตกขึ้นไป ด้านหลังของวัด เป็นเนิน สวน ป่า ต้นไม้มากมาย ร่มรื่นจริงๆ ชอบใบไม้ที่นี่อ่ะ ชอบๆๆ พอเริ่มหมดมุข ก็จะรูปซ้ำแระ ขออีกทีละกัน ประทับใจๆ พอเที่ยวหมดแล้ว ก็เดินทางกลับ ออกมารอรถที่ป้ายรถเมล์เหมือนเดิม วัดสุดท้ายคือวัด Kiyomizu หรือวัดน้ำใสนั่นเอง พอนั่งรถบัสมา ก็ต้องเดินขึ้นเนินอีกสูงเหมือนกัน ขึ้นมาได้ซักพัก ก็เริ่มเจอผู้คนมากมาย ด้านนอกวัด เค้าทำเหมือนถนนคนเดิน ขายของที่ระลึก ขนมมากกมายริมข้างทาง ขอแอบถ่ายนายแบบหน่อยนะ ครึกครื้นๆ มาถึงหน้าวัดแล้ววว คนล้นหลาม หารูปที่มีคนในรูปน้อยที่สุดได้แค่นี้แหละ มันเยอะจริงๆ มุมนี้ ถ้าไม่มีคน กะไม่มีใบไม้ ก็คงสวยดีๆ สีแดงได้ใจมะ เทรนสีแดงมาแรงเหลือเกินอัลบั้มนี้ มีกระบวยอีกแล้ว แต่นี่ม่ายใช่น้ำใสที่ว่าหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดๆ แล้วก็ได้มาถ่ายรูปที่มุมนี้ครับ มุมมหาชน เป็นวิหารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา ว่ากันว่าวิหารแห่งนี้ ไม่ใช่ตะปูซักตัว ใช้ไม้ขัด ๆ กันเอา มหัศจรรย์มะ จากด้านบนนี้ สามารถเห็นวิวเมืองเกียวโตได้ด้วย อาจจะไกลไปหน่อย แต่ก็สวยดีนะ ดอกหญ้าด้านบนนี้ก็ทำให้บรรยากาศที่นี้โรแมนติกไปอีกแบบ อีกมุมนึงของเจดีย์ พอเดินลงมาด้านล่าง ก็จะเป็นร้านน้ำชา ที่ขายของที่ระลึก รวมถึงที่ให้เคาะระฆังด้วย แล้วก็เป็นบริเวณที่มีธารน้ำใส สามสาย ไหลลงมาที่เดียวกัน เชื่อกันว่าถ้าได้ดื่มแล้วจะมีโชค สามอย่าง คือคำอธิฐานจะเป็นจริง อายุยืนยาว และสุดท้ายคือสุขภาพดี (อ้างอิงจากป้ายที่เค้าบอก) แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า เป็น Health, Love and Wealth มากกว่า เค้าดื่มกันจริง ๆ เลย พอดื่มเสร็จก็เอากระบวยไปใส่ตรงที่ฆ่าเชื้อด้วย Ultra Violet ระหว่างทางกลับ ก็เจอพระด้วย รู้สึกว่าใครไปใครมาก็ต้องเจอนะเนี่ย ก่อนกลับ แอบเห็นหลังของ เกอิชา ไกล ๆ ด้วย เสียดายจังไม่ได้เห็นระยะใกล้ๆ แต่ได้เห็นแค่นี้ก็ยังดี (กว่าไม่ได้เห็น) เนอะ ป้ายนี้แปลว่าไรหนอ มีนักเรียนเหรอ หรือว่าให้ดูแลเด็กดี ๆ งง ๆ สุดท้ายแล้วคร้าบ ก่อนกลับก็ซัดราเม็ง ตรงห้าง ใต้สถานีเกียวโต มีร้านอาหารมากมายให้เลือก ชามใหญ่มากก กินชามเดียวอิ่มทั้งคืนเลย ^^ เดินทางกลับโรงแรมด้วยรถไฟธรรมดา เป็นรถหวานเย็น จอดมันทุกป้าย กว่าจะถึงโรงแรมใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า - -" ง่วงก็ง่วง นั่งก็ไม่ได้นั่ง เมื่อย ๆ เหนื่อย ๆ พอถึงโรงแรมก็หลับเป็นตายเรยทีเดียว จบแล้วคร้าบ หนึ่งวันที่ได้มาเกียวโต คิดว่าก็น่าจะได้เที่ยวที่สำคัญ ๆ ไปแล้วล่ะเนอะ ^^ ไว้มีโอกาส ค่อยมาอีกที ในฤดูอื่นมั่ง ^^

>>> Fantastic "Kyoto" <<< Part 1

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วคับที่ได้มาที่ KIX อีก ไฟลตเดิมเรย TG 622 กลับ TG621 ไฟลตนี้โชคดีที่มีเพื่อนห้องเดียวกันมาด้วย เลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวเกียวโตกัน มาถึงโรงแรมก็ราว ๆ 7 โมงเช้าที่นี่ เก็บของเสร็จแล้วก็ออกเที่ยวกันเล้ย ไม่หลับไม่นอนกันแล้ว ครั้งนี้เราต้องเดินทางไปกันไกลถึงเกียวโต หากจะเดินทางด้วยรถไฟ JR ธรรมดา ๆ จอดมันทุกป้าย กว่าจะถึงก็อาจจะเที่ยงเลยก็ได้ เราเลยตัดสินใจนั่งรถไฟกลับไปที่สนามบินเพื่อที่จะนั่งรถด่วนไปแทน เราใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงเศษ ก็ไปถึงสถานีรถไฟเกียวโต พอไปถึงก็ตกตะลึงกะความอลังการของสถานีรถไฟแห่งนี้ 0_0 หลังคายังสูงเว่อร์ได้อีก เมื่อไหร่บ้านเราจะได้แบบนี้มั่งเนี่ย พอไปถึง เราก็ขึ้นไปชั้น 2 ขอแผนที่เมืองเกียวโต และซื้อตั๋วรถบัส Day Pass 500 เยน แต่เรายังไม่ใช้ตั๋วนี้ เพราะว่าเราจะไปวัด Foshimi Inari กันก่อน ซึ่งต้องนั่งรถไฟ JR ไป 2 ป้าย (จริง ๆ รู้สึกว่าจะนั่งรถบัสได้เหมือนกัน แต่นั่งรถไฟไปง่ายกว่า) นั่งรถไฟไปสองป้ายเท่านั้น ลงที่สถานี Fushimi Inari ก็จะเห็นทางเข้าวัดเลย ตอนเช้า ๆ แบบนี้อากาศก็ยังดี คนก็ยังไม่เยอะ ชอบจริง ๆ เล้ย เข้ามาก็เจอ โทริอิอีกแล้ว (Torii) วัดนี้โด่งดัง และขึ้นชื่อว่าเป็นวัดโทริอิพันต้น หลาย ๆ คนคงจะพอนึกออกจากหนังเรื่อง "เกอิชา" ฉากที่เด็กวิ่ง ๆ อ่ะนึกออกป่ะ แต่ก่อนจะเจอโทริอิพันต้น เราจะเจอรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกก่อน ที่วัดนี้จะมีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกแบบนี้เยอะ เนื่องจากเค้าถือว่าเป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้าอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งธัญพืช ซึ่งเป็นที่มาของวัดนี้ นี่ไง ดูชัด ๆ ว่าคาบอะไรมา จริง ๆ แล้วตัวอื่นก็มีคาบอย่างอื่นอีก รวงข้าวมั่ง กุญแจมั่ง อะไรประมาณนั้น บรรยากาศรอบ ๆ ก็สวยดีครับ ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ และแล้วก็เจอแล้วคร้าบ โทริอิพันต้น ผมว่านี่มันไม่พันต้นแล้วล่ะ เป็นหมื่นแหงๆ เห็นว่ากว่าจะเดินจนสุดเนี่ย ยาวถึง 4 กิโลเมตรเลยครับ (ผมเห็นแผนที่แล้วถอดใจอ่ะคิดดู) ถ้ามองกลับมา จะเห็นตัวหนังสือ เขียนว่าไรหว่า อยากรู้จัง อากาศที่นี่เย็นมาก มีเสียงอีการ้องเป็นพัก ๆ (โรแมนติกมากก T__T) เดินไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งซึมซับความอลังการของที่นี่ ผมว่าคนที่คิด คนที่ทำเนี่ย สุดยอดจริงๆ อยากมาที่นี่อีกที ตอนดึก ๆ จัง อยากเห็นว่าเวลาเดินตอนกลางคืน เปิดโคมไฟ คงได้บรรยากาศอีกแบบ เดินมาได้ซักพักใหญ่ ๆ ก็ตัดสินใจกลับดีกว่า ไม่เดินจนสุดแระ เพราะว่าวันนี้มีโปรแกรมจะไปต่ออีกสองวัด วัดที่ญี่ปุ่น มักจะมีที่ให้เขียนขอพรอยู่เกือบทุกที่เลย แต่ที่นี่ก็จะมีเอกลักษณ์ก็คือเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกนั่นเอง เจออีกแล้ว ตัวนี้เหมือนจะคาบลูกแก้ว เดินขึ้น ๆ ลง ๆ เพลินดีจริงๆ มุมคล้าย ๆ เดิม แต่ก็ชอบอยู่ดี อากาศเช้านี้ดีจริง ๆ เล้ย ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไป Kyoto Station ก็แอบถ่ายวัยรุ่นญี่ปุ่นมาให้สาว ๆ น้ำลายไหลนิดนึง (จริงๆ แอบชอบเอง -*-) แต่งตัวกันแนวจิง ๆ ยอม ๆ วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ไว้ค่อยมาต่อที่เหลือพรุ่งนี้ (ถ้ามีเวลาแต่งรูปนะ) เหลืออีกสองที่ คือวัด Kinkakuji หรือวัดทอง ซึ่งเคยเป็นวัดที่อิกคิวซังเคยอยู่ กะวัด Kiyomizu หรือวัดน้ำใส ที่เคยส่งประกวดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย ^^
September 08

Shang Hai "The Land of Future"

หลังจากเดือนที่แล้วสเก็ตค่อนข้างแย่ มีไฟลตใหญ่เพียงแค่ 2 ไฟลตเท่านั้น

 เดือนนี้ก็เริ่มเดือนด้วยไฟลตใหญ่ที่ไม่เคยมา PVG หรือเซี่ยงไฮ้นั่นเอง ^^

 ไฟลตนี้วางแผนว่าจะไปเที่ยวสวย Yuyuan Garden , ดูวิวที่ The Bund และจบด้วยการไปชมวิวที่ Pearl Tower

 เลยทำการหาข้อมูลไปก่อน ตอนไปบินมีเพื่อน Trainee มาบินด้วย รวมถึงพี่ในไฟลตอีกคนนึงได้ฟังแผนการแล้ว ก็ขอตามมาด้วย ^^ ดีเหมือนกัน เผื่อนั่ง Taxi จะได้มีคนหาร

มาถึงโรงแรมแต่เช้า ก็เช็ครอบรถโรงแรมที่จะเข้าเมือง ก็เลยตกลงกันว่างีบก่อนดีกว่า ออกไปเที่ยวกะรถรอบ บ่ายโมงครึ่งละกัน

เข้ามาดูในห้องกันนิดหน่อย ตกแต่งสไตล์จีน บางคนก็ว่าน่ากลัว แต่ผมว่าสวยดีอ่ะ

 

วิวด้านนอกหน้าต่าง ก็เป็นตึกแถวมากกมายแบบนี้คับ ^^

 เรานั่งรถโรงแรมเข้าเมือง มาต่อรถไฟใต้ดิน มาลงสถานี Nanjing แล้วต่อรถ Taxi

 

มาลงที่ Shanghai Old Street คับ ไม่ไกลเท่าไหร่ ค่า Taxi แค่ 12 หยวน (Start ที่ 10)

ย่านนี้เป็นตึกสไตล์จีนสุด ๆ เป็นร้านค้าขายของที่ระลึก เสื้อผ้า มากมาย แต่ไม่ได้ซื้อ แม่ค้าที่นี้ตื๊อมากกก ผมก็ "ปู่เย่าๆ" แปลว่าไม่อาววววว ไม่เอาๆ

โคมแดงแสดงออกถึงความเป็นจีนได้ดีจริงๆ

นี่ร้านอารายเอ่ย ใครช่วยแปลหน่อย

 

อีกอย่างนึงที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ คือการตกแต่งหลังคาที่ไม่เหมือนที่ไหนจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่นอันนี้ เป็นน้องหมาน่ารัก ^^

ส่วนอันนี้ก็เป็นคนตกปลา กะมังกร

 

เข้าไปในสวนแล้ว นอกจากจะเป็นสวนที่ตกแต่งสไตล์จีนแล้ว ยังมีส่วนที่ขายรูปภาพด้วย สวยดีๆ (แต่ไม่ได้ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

 จ๊ะเอ๋ นี่คร้าบ เปิดตัวเพื่อนร่วมทริป โบ 2008 และ พี่กบ 2006 ^^ ตอนแรกก็ถ่ายรูปวิวในสวนแหละ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นทริปถ่าย Portrait สะงั้น อากาศที่นี่เย็นสบายมากก ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาบ่าย ๆ ที่น่าจะร้อน คงเป็นเพราะที่นี่ต้นไม้เยอะมากกก มีอาคาร น้ำตก แม่น้ำ อยู่มากมาย เลยทำให้เกิดความรู้สึกเย็นขึ้นมาเลยทีเดียว อันนี้รู้สึกจะเป็น ทับทิมป่ะ เพิ่งเคยเห็นต้นมันก็คราวนี้ เดินไปเดินมา สนุกสนานกะการถ่ายรูป โพสต์ท่ากันจนหมดมุขไปเลยทีเดียว จะบอกว่าโบเนี่ย ตอนแรกบอกว่าไม่ชอบถ่ายรูป แต่ตอนหลังนี่โพสต์ไม่หยุดเรยทีเดียว เจอหลังคาทีไรต้องแอบชอบทุกทีเลย ^^ เดินไปเดินมาเริ่มหลงทาง - -" หาทางออกไม่เจอ ชมบรรยากาศในสวนดีกว่า มาสวนแล้วไม่ค่อยมีรูปวิวเท่าไหร่เลย Contrast กันมะ ความเก่ากะความใหม่ เริ่มเย็นแล้ว คงได้เวลาไปที่อื่นต่อสะที ตรงทางออก ก็เป็นร้านค้าขายของที่ระลึก แน่นอนว่าไม่ได้ซื้อ ไปยืนเนียนถ่ายรูปกันอย่างเดียว ก่อนไป ก็แวะพักกินน้ำกันซะหน่อย เรากลับไปที่ Nanjing ด้วยการโบก Taxi กันไปเหมือนเดิม พอมาถึง Nanjing เราก็เดิน ๆ เล่นกันนิดหน่อย แถวนี้ร้านขายของ Fake เยอะอ่ะ เยอะจนตั้งแบรนด์ของตัวเองแล้ว ลองมองดูดี ๆ ^^ เดินมาซักพักก็ถึงแล้ว "The Bund" หรือที่คนไทยเรียกว่า "ลานเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้" นี่ครับ วิวยอดฮิต มองจากฝั่ง The Bund รูปนี้มีเรือความเร็วแสงวิ่งผ่าน รูปนี้เอาแบบเนียน ๆ ละกัน ^^ นี่ครับ Oriental Pearl TV Tower ที่โด่งดัง คืนนี้ต้องไปขึ้นให้ได้ พอถ่ายรูปหนำใจแล้วก็เดินกลับไป Subway เพื่อที่จะข้ามไปอีกฝั่งนึง จริง ๆ แล้วจะมีอุโมงลอดไป แบบเห็นวิวไรด้วย แต่เห็นมีคนบอกไม่คุ้ม เลยไม่เสี่ยง ตึกนี้ก็แอบสวย ไม่รู้ว่าเป็นตึกอะไร แต่มีเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาอยู่เป็นระยะ ๆ กลับมาถึงรถใต้ดินแถว Nanjing ผู้คนมากมายจริง ๆ ดูคึกคักดี แต่ไม่ได้ไปเดินอ่ะ มาถึงแล้วค้าบ Pearl Tower โผล่ขึ้นมาจาก Subway ก็เจอเลย ตะลึงๆ หอนี้มีให้ชมที่หลายความสูงครับ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้วก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ขึ้นมันไปให้สูงสุดไปเล้ยย ^^ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ยิ่งรู้สึกว่ามันสูงมากกก รู้สึกว่าจะเป็น Tower ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงกว่า 400 เมตรซะอีก สองตึกนี่ก็สวยมาก ด้านหน้าคือตึก Jin Mao Tower ซึ่งสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ส่วนตึกข้างหลังนั่นคือตึก Shanghai World Financial Center สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก http://www.emporis.com/en/bu/sk/st/tp/wo/ นี่คร้าบ วิวจากด้านบน Pearl Tower ที่ความสูง 350 เมตร คุ้มเหมือนกันกะค่าขึ้น 150 หยวน ถ่ายรูปบนนี้ค่อนข้างยากครับ แสงสะท้อนเยอะจริง ๆ ถ่ายมาเสียซะส่วนใหญ่ ^^ จบวันแรก กลับไม่ทันรถเที่ยวสุดท้าย เลยต้องหารค่า Taxi กลับโรงแรม หมดกันไป 68 หยวน หาร 3 ค่อยยังชั่ว ทิ้งท้ายด้วยของแถม วันต่อมาแอบมากินบุปเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นในโรงแรม คนละ 98 หยวน + 15% Service Charge เปรมกันเลยทีเดียว ซูชิอันนี้ ใหญ่มากก เส้นผ่านศูนย์กลางสองนิ้วได้ อันนี้ Califonia Maki เหลือแค่สองอัน ถ่ายรูปไม่ทัน ลืมตัวกินกันไปแล้ว อันนี้ด้านนอกเค้าทำเหมือนจะให้กินทาโกะยากิเรย แต่อร่อยดีๆ ปิดท้ายด้วยจานนี้ ปลาดีน่ากินมั๊ย ๆ ^^ แวะเอารูปวิวกลางคืนบน Pearl Tower มาฝากเพิ่ม ^^ อาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แสงสะท้อนมันเยอะจนถ่ายไม่ค่อยได้อ่ะ - -" จบจริง ๆ แระคราวนี้ ขอบคุณทุก comment เด้ออ ปล. เดือนนี้ได้ไป KIX กะ ICN ด้วย ไว้เดี๋ยวไปถ่ายรูปอีก ^^

August 29

One day in Osaka

กลับมาต่อภาคสุดท้ายแล้วค้าบ อาจจะห่างจากภาคที่แล้วไปซักพักนึง เพราะว่ามีบินพอดี หวังว่าคงยังไม่นานเกินรอ (ยังรอกันอยู่ป่าว) ภาคนี้รับรองได้ดูรูปเยอะๆ สมกะที่รอแน่นอน ^^ ภาคที่แล้วเราจบที่ไปชมวิวที่ Floating Garden Observatory กัน เป็นบรรยากาศยามบ่ายที่สวยงามจริง ๆ เป้าหมายต่อไปคือการไปขึ้นเรือ Santa Maria โดยที่เราต้องไปที่ Osaka Bay Cruise ซึ่งอยู่ใกล้ Subway Osakako Station นี่ครับ เรือ Santa Maria ที่เราจะไปขึ้นไปชมวิวริมแม่น้ำยามเย็นกัน จริง ๆ แล้วค่าขึ้นคนละ 1,600 เยน แต่แน่นอนเราใช้บัตรเบ่ง 5 5 5 ขึ้นฟรีๆ เรือ Santa Maria เป็นเรือจำลองของเรือ Santa Maria ที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ใช้ในการสำรวจข้ามมหาสมุทรแอดแลนติก แต่เรือจำลองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของจริงถึง 2 เท่า ล่องเรือมาได้ซักพักก็เห็นเรืออีกลำนึง ซึ่งเป็นเรือข้ามฟาก ไปยัง Universal (แต่ไม่ได้ไปอ่า ไว้คราวหน้าๆ) จริง ๆ ตอนแรกผมเข้าใจผิด เดินมาที่เรือลำนี้ก่อน แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่ช่ายยย ต้องไปอีกทาง ไม่งั้นผมอาจจะขึ้นผิดลำ ข้ามไปแถว Universal ซะแล้ว ถึงตรงนี้ ผมคงไม่รู้จะบรรยายอะไร ให้ไปชมวิวด้วยกันดีกว่า บางทีภาพอาจจะแทนคำบรรยายได้มากพอแล้วคับ ^^ สะพานพระราม 9 เอ้ย ไม่ใช่ สะพานไรหว่า - -" อยากขึ้นไปอยู่บนนั้นจัง ยามเย็น ลอดใต้สะพานรถไฟ พระอาทิตย์ ปั้ม Jet - -" ไม่ใช่แระ พี่ ๆ ที่ยังตามผมมา เริ่มออกอาการเหนื่อย เคลิ้ม ง่วงนอน เนื่องจากไม่ได้นอนกันมา 30 ชั่วโมง และเปรย ๆ ว่าอาจจะขอแยกกลับก่อน เนื่องจากเหนื่อยเหลือเกิน ไม่สามารถตามผมไปได้อีก - -" พระอาทิตย์หลบหลังเมฆ พักผ่อนสบายๆ เหมือนเรือ แม่ ลูก เลย ว่ามั๊ย เราใช้เวลาล่องแม่น้ำราว 50 นาที รับลมเย็น ๆ สบาย ๆ มีแดดอ่อน ๆ ยามเย็น ไม่ร้อนมากเกินไปนัก พอให้หายเหนื่อย (สำหรับผม) พอที่จะมีแรงลุยต่อ จริง ๆ แล้วก่อนเราจะมาขึ้นเรือ ได้เดินผ่านชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Tempozan Giant Ferris Wheel นี้มาแล้ว แต่ตอนนั้นรีบ ๆ เพราะกลัวจะไม่ทันขึ้นเรือเที่ยวสุดท้าย เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา Tempozan Wheel นี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร และสูง 112.5 เมตร ใช้เวลาหมุนราว 15 นาทีต่อรอบ ค่าขึ้น 700 เยน แต่บัตรเบ่งเราสามารถเป็นส่วนลดได้ 10% เท่านั้น ผมเลยไม่ได้ขึ้นอ่า (งกเนอะ) จริง ๆ แล้วผมก็อยากขึ้นนะ แต่มันไม่มีเวลาแล้วอ่ะ แถมวันนี้ขึ้นที่สูงมาแล้วสองสามที่ ตั้งแต่ Tsutenkaku Tower, Osaka Tower, Floating Garden แถมเดี๋ยวจะไปขึ้นที่ World Trade Center อีก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มาก เลยคิดว่าคงจะได้มุมคล้าย ๆ กัน ไปขึ้นที่นั่นดีกว่า ถึงตรงนี้ พี่ ๆ ก็ขอแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง (ฟังดูเศร้ามะ) ผมก็ได้ไปลุยเดี่ยวตามใจผมเองซะที (แอบดีใจ เพราะคล่องตัวกว่า ไปไหนไม่ต้องฟังเสียงบ่น รอกันไปรอกันมาอีกตะหาก ^^) มาถึงสถานี Trade Center-mae Station แล้ว ก็หาทางเดินไปตึกนี้คับ เกือบถึงแล้วคับ World Trade Center Cosmo Tower Observation Deck ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดใน Osaka สูงถึง 256 เมตร (แต่ก็ยังไม่สูงเท่าใบหยก) ขาขึ้น เราต้องขึ้นลิฟต์ไปก่อนที่ชั้น 52 ครับ แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นชมวิว ที่ชั้น 54 บันไดเลื่อนไกลมากๆ เหมือนขึ้นบันไดเลื่อนรถใต้ดินสีลมเลย เยสสส ในที่สุดก็มาถึงแล้วคับ บรรยากาศยามพลบค่ำของโอซาก้า มันช่าง ... คุ้มค่าเหลือเกินที่มา พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน หากใครได้มากะคู่รัก คง Sweet น่าดู T__T พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มีเรือที่กำลังจะแล่นออกทะเลไป โอ้ววว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ววว T__T โดมด้านล่างที่เห็นคือ Osaka MariTime Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ด้านการเดินเรือ โดยจะมี Simulation 3-D ด้วย เสียดายที่ผมไม่มีเวลาไปเยี่ยมชม (ใช้บัตรเบ่งเข้าฟรีเหมือนกัน) จากด้านบน จะเห็น Tempozan Ferris Wheel ได้อยากชัดจนครับ แถว ๆ นั้นก็จะมีทั้ง Aquarium และ Osaka Bay Cruise ที่เราไปขึ้นมาตะกี้ หันกลับมาดูด้านบน WTC เค้ามีร้านอาหารน่ารัก ๆ ด้านบนด้วย ใครที่อยากมาดินเนอร์แบบโรแมนติกที่นี่ก็โอนะคับ เพราะพระอาทิตย์ตกแล้ว ในเมืองก็เริ่มเปิดไฟแล้วคับ เวลาที่ผมรอคอย เพราะผมชอบวิวกลางคืนที่สุดเลย ^^ บน Tower เราสามารถมองไปได้รอบๆ ถึง 360 องศาเลย เห็นทุกมุมของ Osaka ภาพนี้มุมเดิมครับ แต่พอมืด แล้วเปิดไฟแล้ว สวยจนลืมเหนื่อยไปเลย ขยับมาอีกนิด มองมุมกว้างมั่ง ด้านล่างขวา เห็นเเขียว ๆ นั่นสนามฟุตบอลครับ ถึงเวลาทุ่มครึ่งแล้วครับ ผมต้องรีบไปนัมบะแล้ว เพราะว่าไม่อยากกลับโรงแรมดึกมาก กลัวจะไม่มีรถกลับ แถมหิวด้วย กะจะไปกินแถวนัมบะ ผมขึ้นรถไฟใต้ดิน กลับมาที่ Namba Station หาทางไป Dotonbori Gokuraku Shotengai เดินไปเดินมาก็งง เพราะไม่เคยมา ย่านนี้มันก็ค่อนข้างใหญ่พอสมควรสำหรับคนที่ไม่สันทัดแถวนี้อย่างผม แต่คราวหน้าผมกะจะมาลุยที่นี่ให้มากกว่านี้ แต่เราก็หาาา กันนน จนเจอออ จนได้คับ ผมเจอแล้วว วู้วว ๆ เข้าเลยดีกว่า หิวๆ ที่นี่บางทีเค้าก็เรียกเป็น Food Entertainment Park เพราะว่าบรรยากาศเค้าตกแต่งแบบ Retrospect (ยังไงหว่า) ให้ความรู้สึกแบบโอซาก้าสมัยก่อนมากๆ ตอนเราเข้าไป เค้าจะให้ข้อมูลมา เป็นโบรชัวร์ โดยมีภาษาอังกฤษให้เลือกด้วย จริง ๆ ค่าเข้า 315 เยน แต่อีกแล้วว เรามีบัตรเบ่ง ใช้คุ้มสุดๆ เข้าฟรี เค้าจะให้การ์ดมาใบนึง ใช้รูดเวลาเข้าไปทานอะไรด้านใน แล้วค่อยออกมาจ่ายที่แคชเชียร์เวลาออกมา ผมชอบบรรยากาศด้านในนะ ดูญี่ปุ่นมากๆ ผู้คนด้านในก็แต่งตัวให้สมกับบรรยากาศจริงๆ ร้านค้าก็เป็นแบบโบราณ ๆ หน่อย ติสต์มากๆ ร้านอาหารก็แนว เค้าทำไว้หลายชั้นมาก รู้สึกจะเป็นตั้งแต่ชั้น 5 ถึงชั้น 7 ใหญ่จนรู้สึกเหมือนเป็นใจกลางเมืองเล็ก ๆ เลย ถ้าเดินไม่ดีอาจจะหลงได้ ^^ ผมขึ้นมาถึงชั้น 7 บริเวณตรงกลางเหมือนจะเป็นตลาดนัด มีที่ให้ตกปลา เกมส์มากกมาย แต่ไม่ได้เล่น ดูเด็ก ๆ ที่มา จะชอบเหลือเกิน ผมเองก็ชอบ นักพักผ่อนซักแป๊บบ - -" หันมาเห็นแม่ลูก นั่งกินทาโกะยากิกัน โอ่ยยย หิว ๆๆ ผมก็หิววว เลยจัดการสั่งมาทานบ้าง เค้ามีสองแบบคือแบบ Sauce และแบบ Salt พูดซะผมงง ผมเลยจัดการไปอย่างละ 6 ลูก เปรมมม 5 5 5 แต่ส่วนตัวชอบแบบ Sauce มากกว่า แบบ Salt เค็มไปหน่อย ทานเสร็จ ก็คงได้เวลากลับแล้วครับ จะสามทุ่มแล้ว กว่าจะถึงโรงแรมคงสี่ทุ่มกว่า ขากลับก็ยังอดไม่ได้ เห็นมุมไหนก็รู้สึกว่าเค้าทำได้สวยจริงๆ ลงมาด้านล่างแล้วครับ ถ่ายรูปปลาปักเป้ามาเป็นหลักฐานว่ามาถึงแล้วนะ นัมบะ จริง ๆ ถ่ายรูปปู กูลิโกะ ยักษ์แดง มาด้วย แต่ไม่โพสต์ละดีกว่า เยอะเกิน หันมาถ่ายรูปลุงกินไอติมดีกว่า ฝรั่งยืนเก๊ก (ไม่มีไรหรอกคับ แค่อยากถ่ายบรรยากาศที่นี่แบบอื่น ๆ บ้าง) สุดท้ายแล้วคับ หมดแรง แรงหมดพอดี เห็นจักรยานแล้วอยากขี่บ้าง เผื่อจะเหนื่อยน้อยลง ^^ สรุปใน 1 วัน ที่ผมมาโอซาก้าเป็นครั้งแรก เริ่มต้น นั่งรถไฟจาก Hineno มา Tennoji Station ใช้เงิน 540 เยน ไปซื้อบัตร Osaka Unlimited Pass 2,000 เยน นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรี) ด้วยการไปวัด Shitennoji ซึ่งค่าเข้า 300 เยน (แต่ฟรี) จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรีอีก) ไป Tsutenkaku Tower ซึ่งค่าขึ้น 600 เยน (แต่ก็ฟรีอีก) ชมวิวเสร็จก็ไปกินข้าว ค่าอาหารหมดไป 590 เยน กินอิ่มก็มีแรงไป Osaka Castle นั่งรถไฟฟรี ขึ้น Tram 200 เยน (ฟรี) เข้าปราสาท 600 เยน (ฟรีอีก) เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟใต้ดิน (ฟรี) มา The Floating Garden Observatary ค่าขึ้น 700 เยน (ฟรีจ้า) นั่งรถไฟใต้ดินไปต่อ(ฟรี) ขึ้นเรือ Santa Maria ค่าขึ้น 1,600 เยน (ฟรี อีกแล้ว โคดคุ้ม) นั่งรถไฟใต้ดิน รอบที่ล้าน (ฟรี) ไปที่ World Trade Center ค่าขึ้น 800 เยน ( โถ ๆ ไม่ได้กินตังก์ผมหรอก) สุดท้าย นั่งรถไฟจนตูดแฉะ กลับมาที่นัมบะ (ฟรี) มาเข้า Dotobori Gokuraku Shoutengai เข้าเข้า 315 เยน (ฟรีอีแล้ว) นั่งรถไฟกลับไปที่ Tennoji (ฟรี) ก่อนจะนั่งรถไฟ JR Line กลับโรงแรมอีก 540 เยน ระหว่างทางเสียค่าน้ำสองขวด 300 เยน ค่าทาโกะยากิรวมอีก 800 เยน รวมทั้งหมดทริปนี้เสียตังก็ไป 540 + 2,000 + 540 + 300 + 800 เยน = 4,180 เยนเท่าน้านน พันกว่าบาทเองง จบแล้วค้าบ ขอบคุณทุก Comment ที่ให้มาด้วยนะคับ ทำให้มีกำลังใจ เหนื่อยก็มาโพสต์ มีกำลังใจออกไปเที่ยว ถ่ายรูปมาให้ชมต่อ ^^ ปล. เดือนหน้ามีไปโอซาก้าอีกแล้ว คราวนี้ไปไหนดีน้อ ^^
August 25

ย้ายบ้านนะค้าบ

 ป่าวหรอก ไม่มีอะไร เผื่อใครแวะเข้ามาแล้วคิดว่าทำไมไม่ update
 
ตอนนี้ไม่เขียนที่ space นี้แล้วอ่ะ ใครอยากอ่าน blog เราก็ไปที่
 
zoozaarus.multiply.com ละกันนะคับ
July 16

สมองอุ้ย

Your Brain's Pattern

You're a simple thinker, and this is actually a very good thing.
You don't complicate matters when you don't have to.
You look for the simplest explanation or solution, and you go with that.
As a result, your mind is uncluttered and free of stress.

What Pattern Is Your Brain?

 

ไปเจอแบบทดสอบนี้มา (แอบอ่านใน space คนอื่น)

เป็นแบบทดสอบ ให้เลือกรูปนึงขึ้นมา

โดยจะอธิบายลักษณะการคิดของเรา

ค่อนข้างตรงแฮะ

ใครอยากทำก็กด link นี้ละกันนะ

http://www.blogthings.com/whatpatternisyourbrainquiz/

 

รับปริญญาแล้วเด้อ

เมื่อวานนี้รับปริญญาแล้ว (14 กค.)
ขอบคุณทุกคนที่มาแสดงความยินดีด้วย
ทั้งครอบครัว เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ
 
วันนั้นต้องขอโทษหลาย ๆ คนด้วยนะ
ที่ไม่ได้ take care อะไรเท่าไหร่เลย
มันยุ่งมาก ๆ จนเราเองก็สับสนเหมือนกัน
 
เล่าเรื่องรับปริญญาหน่อยดีกว่า
 
ตอนเช้าออกหอมารถติดมาก
ไม่ได้แต่งตัวออกมาจากหอ
น้องชาย (ไอ่อัฐ) โทรมาตอนหกโมงครึ่ง (เพิ่งตื่น)
มันมาถึงแล้ว !!! (นัด 7 โมงถึง 7 โมงครึ่ง)
เอาวะ ตื่นก็ได้ (เมื่อคืนนอน 3 ทุ่ม ตื่นเที่ยงคืน แล้วนอนอีกที ตี 4)
 
กว่าจะไปถึง รถติดอีก ถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง แต่งตัวเสร็จก็ 8 โมงได้
ถ่ายรูปที่หอกับครอบครัวและเพื่อนๆ ถึง 9 โมงนิด ๆ
ละก็ข้ามฝั่งไปถ่ายแถว ๆ คณะ และตึก ENG4
ถ่ายกับเพื่อน ๆ ได้ซักพักก็มาที่แถว ๆ หลังหอประชุม
 
พอ 11 โมงครึ่ง ก็ไปเข้าแถว ร้อนโคด
กว่าจะได้เข้าจริง ๆ ก็บ่ายโมงได้
ได้นั่งอยู่ชั้น 2 เป็นคนท้าย ๆ ได้
 
พอเริ่มพิธีการ
CU corus เริ่มร้องเพลงประสานเสียง 3-4 เพลง
จำไม่ได้ว่าเพลงอะไรบ้าง แต่เพราะมากๆ ขนลุกเลย
 
จากนั้นพระเทพฯ ก็เสด็จ
แล้วคณะต่าง ๆ ก็เริ่มรับปริญญา
 
บรรยากาศตอนนั้น ทุกคนเริ่มตื่นเต้น
ปรบมือให้กับทุกคนที่รับปริญญา
แต่สักพักก็มีคนหลับ (หลับเหมือนกัน)
 
มีอยู่คนนึงได้รับเสียงปรบมือมากเป็นพิเศษ
ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าอะไร (ตกใจตื่นเลย)
พอหันมามองถึงได้เข้าใจ
เพราะคนนั้นเค้าพิการ ตาบอด
สุดยอดมากๆ ปรบมือให้ดัง ๆ อีกคนเลย
โคดจะใจเลย เก่งมาก ๆ ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาบรรยาย
ตื้นตันใจแทนเลย
นี่ขนาดไม่รู้จักกันนะ
ถ้าเป็นพ่อแม่ หรือญาติพี่น้องมาได้อยู่ ณ ที่นี่
คงร้องไห้แน่นอนล้านเปอร์เซนต์
 
พอถึงเวลาที่ขึ้นไปรับปริญญา
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้พระเองท่านมากขึ้น
ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
พยายามรวบรวมสติ มองพระพักตร์
ละก็เดินไปตามจุด Mark
 
พอจังหวะโค้ง
แล้วเดินเข้าไป
รับปริญญา
จับมาไว้ที่อก
แล้วก็เดินถอยหลัง 4 ก้าว
หันหลัง
ละก็เดินจากไป
 
โอว..
มันผ่านไปแล้วเหรอเนี่ย
 
นึกขึ้นได้ทีหลัง
ไม่ได้มองพระพักตร์พระเทพฯ ชัด ๆ เลยง่ะ T_____T
เสียดายมากๆ เพราะนั่งไกลมากๆ
 
สุดท้ายหลังจากมอบเหรียญรางวัล
และทุนการศึกษาให้หมดแล้ว
ก็ให้โอวาท และเสด็จกลับ
 
หลังจากนั้นก็เป็นพิธีถวายบังคม (รึถวายสัตย์อะไรนี่แหละ)
ปรากฎว่าเกือบได้ทำพิธีข้างในหอประชุม
เพราะฝนตก !!!
แต่ก็ยังโชคดี ที่ฝนซา เลยได้ออกไปทำพิธีที่หน้าพระบรมรูปฯ สองรัชกาล
แต่ก็ไม่ได้นั่งคุกเข่า ต้องยืนทำพิธีแทน
 
เสร็จละก็มาถ่ายรูปต่อ
คราวนี้มีปริญญาบัตรละ
ถ่ายรูปกับครอบครัวได้สักพักก็ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ต่อ
ถ่ายแถว ๆ หน้าพระบรมรูป ละก็สระน้ำ
แล้วสุดท้ายก็ข้ามาที่หอพัก
ถึงประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง ก็เลิก
 
ส่งพ่อแม่ขึ้นรถกลับ
ไปกินข้าวกับชมรมแสงเสียง
กลับมาน็อกที่หอตอนสี่ทุ่มกว่า
ไม่ได้อาบน้ำ ไปนอนเลย
 
ตื่นมาอีกทีเกือบบ่ายสอง
 - จบข่าว -
July 09

อยากกลับบ้าน...

คิดถึงเชียงใหม่อ่ะ
 
เบื่อกรุงเทพฯละเนี่ย
 
กลับบ้านดีมั๊ย???
 
ทำไมต้องอยู่กรุงเทพฯ???
 
จำเป็นมั๊ยที่ต้องอยู่กรุงเทพฯ???
 
T___T
 
 
July 04

เซงง...

ตอนนี้เซงสุด ๆ ....
 
 
 
 
รู้สึกแย่ ๆ ไงไม่รู้แฮะ
 
 
 
เพราะอะไรหว่า..
 
 
เซง
June 26

เหนื่อย

เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์ตอนตีสองเมื่อคืน
ไปเที่ยวนี้ เหนื่อยมาก ๆๆๆ ตารางแน่นเอี๊ยด
วันแรกไปถึงก็ดึกแล้ว อาหารสิงคโปร์ก็งั้น ๆ
มีวันที่สอง ที่กินบะกุ๊ดเต๋ กับข้าวมันไก่ ที่อร่อย
 
ได้ไปดูงานที่บริษัท Fortis กับ ตลาดหลังทรัพย์ของสิงคโปร์
ได้เปิดโลกกว้างขึ้นมาอีกเยอะเลย
ได้รู้ว่าบริษัท Finance ใหญ่ ๆ เค้าเป็นยังไง
วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเค้าเป็นยังไง
 
ส่วนที่เที่ยวของสิงคโปร์
ก็ไปแถว Bugis, ไป Auchard Rd., ไป Mustafa Center
ละก็ไปอีกสองสามที่ ทั้งหมดภายในวันเดียว
เหนื่อย.....
 
ส่วนวันนี้ได้นอนตอนเช้านิดเดียว
เพราะต้องไปสอบ CISA level 1
ปรากฏว่าตื่นสายครั่บทั่น..
ต้องนั่ง TAXI ไปเอแบคบางนา (จากห้วยขวาง)
สิริรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 300 บาท (จะบ้าตาย)
 
สอบ CISA คราวนี้แทบไม่ได้อ่านเลย
เตรียมตัวน้อยมาก ๆๆๆๆๆๆ
มัวแต่ทำงาน ๆๆๆๆ ละก็ไปสิงคโปร์อีก
เอาหนังสือไปก็ไม่ได้อ่าน แย่จริง ๆ
ยังดีที่สอบวันนี้ 2 หมวด ผ่านไปได้หมวดนึง
สอบคราวหน้าเสียตังก์ ต้องตั้งใจหน่อย
 
 
เรื่องที่ไปเปิดบูท Work&Travel ที่จุฬาฯ
ปรากฏว่า ได้น้อง ๆ มาเขียนใบสมัครประมาณ 300 คน
ก็ถือว่าเยอะมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้
คงต้องปรับเป้าใหม่ให้เยอะขึ้น จะได้มีแรงกระตุ้นมากกว่านี้
วันนี้ไปเจอป้ายโฆษณาของทาง ACADEX ที่เอแบคบางนาด้วย
เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไปทางไหนก็เจอ
เวปไซต์ก็เจ๋งกว่าที่อื่น
ช่างเหอะ ไว้พยายามสู้ต่อไปดีกว่า
 
 
เรื่องรับปริญญา ยังไม่ได้ไปเอาชุดครุยเลย
ตากล้องก็ยังไม่มี รู้สึกยังไม่พร้อมอะไรเลยซักอย่างนะเนี่ย
ซ้อมใหญ่วันที่ 2 ส่วนรับปริญญาวันที่ 14 ก.ค.
เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วสิเนี่ย
 
เหนื่อย...
June 22

บ่นไรเนี่ย

วันนี้ไปออกบูท Work & Travel ที่จุฬาฯ มา
พอดีเป็นงาน"เปิดโลกกิจกรรม"  2 วัน
ก็เลยถือโอกาส เป็น sponser ให้งานนี้เลย
 
หลังจากที่ประชุมกันเมื่อวานว่าจะมากัน 9 โมงครึ่ง
ปรากฎว่ามาแล้วไม่เจอใครเลย
ต้องไปเตรียมงานเองก่อนจนถึงเที่ยงเลย
 
ต้องขอบใจต้องเต้ ที่มาช่วย ไม่งั้นวันนี้แย่แน่ๆ
ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีพี่เก๋ ตี้ พี่ฟา พี่เป้ เกด ปลวก น้องเอี้ยว
ละก็มีน้องๆ มาช่วยอีกหลายคน ทั้งน้องอุ๊ และน้องนุ้ย
ขอบใจทุกคนอีกที ที่ทำให้งานวันนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี
คนสมัครเพื่อเข้าฟัง Orientaion ก็ประมาณ 150 คน
เหลือพรุ่งนี้อีกวันนึง หวังว่าจะได้อีกซัก 100 คนก็ยังดี
 
แต่พรุ่งนี้ต้องไปสิงคโปร์แล้วดิ
ยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ซัก
ข้อมูลของบริษัทก็ยังไม่ได้เตรียมเลย
แย่แน่ ๆ กะไปเที่ยวอย่างเดียวเลยนะเนี่ย
 
อีกอย่างนึง วันอาทิตย์นี้ก็ต้องสอบ CISA ด้วย
ยังไม่ได้อ่านเลย อาทิตย์ก่อนสอบ MOCK
ปรากฎว่า... ผ่านหมวดเดียว คือหมวดกฎหมายและจรรณยาบรรณ
ซึ่งไม่ได้สอบหมวดนี้ตอนสอบ CISA เซงเลย
 
 
 
ตอนนี้ชีวิตก็เริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว
กับที่ทำงานก็ OK ลุยงานได้อย่างที่ตั้งใจ
ก็หวังว่าหลังจากนี้เรื่องอื่น ๆ คงจะเริ่มลงตัวบ้าง...
June 11

เนื้อหาใน Biz Week ฉบับวันที่ 9-15 มิถุนายน 2549

 "FAST program" ปั้นนักวางแผนการเงิน "มืออาชีพ"

จีราวัฒน์ คงแก้ว cheerawat @ nationgroup.com


แม้จะไม่มีสมาชิกในทีมคนใด ที่เรียนมาทางสายการเงินเลย แต่พวกเขาทั้ง 5 คน กลับคว้ารางวัลชนะเลิศ FAST program รุ่นที่ 2 จาก 6 สถาบันการเงินชั้นนำ ด้วยบทพิสูจน์ของการวางแผนการเงิน "ข้ามชอต" คืนกำไรสู่สังคม ตอบโจทย์การเงินคนรุ่นใหม่

ปี 2 กับ Fast Program (Financial Advisor Star) ที่จัดขึ้นโดย 3 สถาบันการเงิน บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ภัทรประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย และภัทรลิสซิ่ง

โดย "กลุ่ม 6" ที่นำทีมโดย "อุ้ย-วัชรินทร์ ถาธัญ" ที่เพิ่งจบการศึกษาหมาดๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อนๆ อีก 4 ชีวิต "ตี้-ปกรณ์ จูงเจิมจิตร" คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "แพร-ระตินัน ทองนา" คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "ยู้-นันทกานต์ ลี้พันพาล" คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ "ปุ้ม-อรอนงค์ อินทรประสิทธิ์" คณะ เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรามคำแหง คว้ารางวัล "นักวางแผนการเงิน" รุ่นเยาว์ ไปครอง

น้องอุ้ยบอกเราว่า ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ นักลงทุนรุ่นใหม่ ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนๆ จึงแนะนำกันมาที่โครงการ FAST program ในที่สุด

"ที่มาเข้าโครงการผมไม่ได้หวังที่จะมาแข่งและให้ได้ที่ 1 เพราะรู้ว่ายาก คู่แข่งก็มีหลายคน แต่ที่หวังไว้คือคอนเนคชั่น เพราะผมอยากทำธุรกิจ ซึ่งคอนเนคชั่นสำคัญมาก แน่นอนว่าความรู้ด้านวิศวกรรมอาจไม่เกี่ยวกับการเงินโดยตรง แต่มันสอนให้มีทักษะในการคิดอย่างมีระบบ ซึ่งก็นำมาใช้กับการแข่งครั้งนี้ได้มาก"

เช่นเดียวกับน้องตี้ ปกรณ์ หนุ่มวิศวะอีกคน ที่เข้าร่วมโครงการนี้เพราะอยากมีความรู้และประสบการณ์ที่จะสามารถ วางแผนเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และช่วยเหลือสังคมต่อไปในอนาคตได้

แต่เป้าหมายของตี้ไม่ได้แค่แข่งสนุกๆ เท่านั้น ตี้ยังมุ่งมั่นที่จะพิชิตรางวัลทุนการศึกษาไปสิงคโปร์ด้วย แม้ในทีมจะไม่มีใครที่เรียนด้านการเงินมาเลยก็ตาม

ชัยชนะครั้งนี้ พวกเขา มองว่า มาจากความคิดสร้างสรรค์ในการตอบโจทย์และการนำเสนอ ขณะเดียวกันการคิดเป็นระบบ ส่งผลให้การถ่ายทอดทำความเข้าใจระหว่างผู้ร่วมทีมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการนำเสนอออกมาให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ

"เราพยายาม สื่อให้กรรมการเข้าใจว่าวิธีการคิดการเงินของเรามาจากไหน ส่วนการนำเสนอด้านเปเปอร์ หรือพรีเซนเตชั่น เราก็พยายามให้คณะกรรมการเข้าใจง่ายที่สุด"

พวกเขา บอกว่า ต้องพยายามหาจุดเด่นของตัวเองเอามาขาย มานำเสนอ เพื่อให้ปิดจุดอ่อนที่พวกเขาไม่รู้เรื่องการวางแผนการเงินมาก่อน และสุดท้าย ซึ่งทำให้ผลงานที่นำเสนอในครั้งนี้เข้าตากรรมการที่สุดคือ "การทำเพื่อสังคม"

"สังเกตได้ว่าในปีที่ผ่านมา หรือการนำเสนอของ กลุ่มอื่นจะไม่มีการพูดเรื่องนี้เลย ทุกคนจะมองข้ามกันหมด แต่เรากลับมองว่า ในการวางแผนทางการเงินและการลงทุนนั้น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการคืนกำไรให้ชีวิตด้วย หากเงินส่วนหนึ่งสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือสังคมได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด"

เพราะชีวิตที่ "มั่งคั่งทางการเงิน" จะต้องมีความมั่งคั่ง "ทางจิตใจ" เช่นกัน

จากโจทย์กว้างๆ อย่างการวางเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของครอบครัว ถูกน้องๆ ในทีมทั้ง 5 ชีวิต เอามาตีแผ่ และวิเคราะห์อย่างละเอียด ด้วยความคิดที่เป็นระบบมาตั้งแต่ต้น โดยเน้นว่า แผนที่ทำออกมาจะต้องเป็นจริง และทำได้จริงด้วย ไม่ใช่แค่การสมมติ

"หลังได้โจทย์มา เราก็ระดมความคิด โดยพยายามวางแผน เพื่อที่ตอบสนองความต้องการของครอบครัวเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นก็ค่อยมาวางแผนเพื่อความมั่งคั่งของครอบครัว และสุดท้ายจึงจะมาถึงการวางแผนเพื่อการให้ต่อไป"

กว่าจะได้แผนการเงินที่ครบเครื่องอย่างนี้ น้องๆ บอกว่า ต้องหาข้อมูลมากมายจากหนังสือ ข้อมูลจากงานมันนี่เอ็กซ์โป รวมถึงสื่อออนไลน์อย่าง อินเทอร์เน็ต ซึ่งทั้งสะดวกและรวดเร็ว

แต่ความรู้ที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว พวกเขาพยายามคิดให้เป็นระบบ และมองโจทย์ในหลายๆ มุม แล้วเทียบกับความต้องการของตัวเอง ทำให้ได้คำตอบที่ลึกมากขึ้นด้วย

น้องปุ้ม ที่รับผิดชอบด้านการประกันชีวิต บอกเราว่า ในตอนที่ต้องเลือกแบบประกันชีวิต เพื่อวางแผนการเงินอีกทางหนึ่ง สิ่งที่เธอทำคือการเพิ่มทางเลือกให้กับแต่ละครอบครัว ด้วยการเสนอสินค้าสองตัวเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ดีที่สุด

"แต่ละกลุ่มอาจจะเลือกแบบประกันแค่แบบเดียว สำหรับทีมเราเราจะเลือกให้ 2 แบบที่เหมาะกับเขา แล้วเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับ ให้เขาเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนไปเลย ที่เสนอแบบนี้เพราะมีโอกาสศึกษาจากพี่ที่เขาขายประกัน เข้าใจวิธีการคิดเบี้ย ผลประโยชน์ เรียกว่าวิเคราะห์ทุกจุดเลย จนได้บทสรุปที่ดีที่สุดออกมา"

ระยะเวลาในการทำงานประมาณ 1 สัปดาห์ ถูกใช้ไปจริงๆ ที่ 3-4 วัน แลกกับการอดหลับอดนอนและทุ่มเทอย่างหนัก หลายคนที่ต้องจัดการกับภาระในส่วนอื่น ควบคู่ไปกับการจัดแผนทางการเงินครั้งนี้ แต่ด้วยการทำงานเป็นทีมเวิร์ค สุดท้ายพวกเขาจึงได้รับชัยชนะมาในที่สุด

น้องยู้ บอกเราว่า เวลาที่การแข่งขันเริ่มต้น ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอต้องปั่นวิทยานิพนธ์ให้เสร็จทันกาล สิ่งที่เธอทำคือ กำหนดการทำงานแต่ละอย่างให้เสร็จ แล้วทำตามนั้นให้ได้ และคิดแค่ว่าต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม

น้องตี้บอกเราว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำเป็นแค่เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ถ้าเทียบกับภาระใหญ่ๆ ที่จะต้องเข้ามาอีกมากในอนาคต ถ้าเอาชนะตรงจุดนี้ไม่ได้ ก็คงทำงานใหญ่ไม่ได้แน่ๆ ฉะนั้นจึงต้องสู้ต่อไป

หรือปัญหาด้านเวลาในการทำงานอย่างน้องแพร ที่อาจใช้ชีวิตทำงานกับเพื่อนๆ ดึกมากไม่ได้ เธอก็เลือกใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต โดยการพบเพื่อทำความเข้าใจในครั้งแรกๆ ให้ชัดเจน ก่อนจะติดต่อกันทางสื่ออื่นๆ ที่สะดวกกว่าต่อๆ ไป

ในขณะที่คนซึ่งเรียนจบแล้วอย่างน้องอุ้ยก็ต้องจัดสรรเวลาทำโครงการกับการสัมภาษณ์งานไปพร้อมๆ กัน

แต่ทุกคนสามารถจัดการชีวิตส่วนตัว และการทำงานกับทีมงานได้อย่างราบรื่น และทำให้การเข้าร่วมโครงการ FAST program เป็นบันไดสำคัญที่จะทำให้พวกเขา ก้าวสู่หน้าที่การงานที่ดีได้ในอนาคต

น้องยู้-นันทกานต์บอกเราว่า เธอมีความฝันที่อยากร่วมงานกับ บริษัท หลักทรัพย์ภัทร หลังจากที่ได้ไปฟังวิสัยทัศน์ผู้บริหารและรู้สึกตรงกับเป้าหมายของตัวเอง อย่างไรการเข้ามาร่วมโครงการ ก็เป็นก้าวหนึ่งของการเพิ่มแหล่งความรู้ที่จะทำให้เธอไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้

ขณะที่น้องอุ้ยและน้องตี้ คู่หูที่ลงขันทำธุรกิจส่วนตัวร่วมกันในการทำโครงการเปลี่ยนนักศึกษา ไปต่างประเทศ เพื่อทำงานและท่องเที่ยว ในชื่อ บริษัท ไอเอสแอลไทยแลนด์ ธุรกิจ เวิร์คแอนด์ทราเวล

สำหรับน้องอุ้ย มองว่า ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจของเขาในอนาคตได้ รวมถึงการวางแผนให้กับชีวิตของตนเองด้วย

"ที่ตัดสินใจว่าไม่ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ เพราะถ้าไปทำงาน คงไม่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ คงต้องทำในสิ่งที่เขาตีกรอบไว้ มันไม่รู้สึกดีเท่าไร ผมอยากเต็มที่ อยากภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ อยากเห็นผลงานที่ตัวเองทำออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งการเป็นเจ้าของกิจการเองมันตอบโจทย์ได้ดีกว่ามาก"

น้องปุ้ม ในฐานะทายาทธุรกิจ เธอบอกเราว่าอยากเข้ามาชิมลางงานด้านการเงิน เพื่อที่จะเอาความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดธุรกิจของครอบครัวต่อไปในอนาคต เช่นเดียวกับน้องแพรที่ก็มีฝันอยากเป็นผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน

นี่คือดาวดวงเล็กๆ ที่ใช้เวที FAST program สร้างโอกาสให้กับชีวิตของพวกเขาในอนาคต และคงไม่ใช่เวทีเดียวหรือเด็กกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นดาวดวงใหม่ประดับวงการได้ ถ้ายังมีหน่วยงานที่เปิดโอกาส และเด็กๆ กล้าที่จะสู้เพื่อตามฝันของตัวเองอย่างมุ่งมั่นเช่นเดียวกับน้องๆ กลุ่มนี้

----------------------------------

เรากลับมองว่า ในการวางแผนทางการเงินและการลงทุนนั้น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการคืนกำไรให้ชีวิตด้วย หากเงินส่วนหนึ่งสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือสังคมได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด"

 

 

http://www.bangkokbizweek.com/20060602/road/index.php?news=column_20770099.html

ตลกดี

เพิ่งสังเกตว่า
 
เวลาที่เขียน Blog แต่ละครั้งเนี่ย
 
เป็นช่วงหลังเที่ยงคืน ถึง 6 โมงเช้าตลอดเลย
 
 
 
 
 
สงสัย เป็นช่วงที่มีสมาธิที่สุดมั้ง (ตาสว่างที่สุดด้วย 5 5 5)
 
 
 
 
 
ปล. ได้ลงหนังสือพิมพ์ กรุงเทพฯ ธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 9 - 15 มิ.ย. หน้า A12 ด้วย
June 07

นามบัตร

สองวันก่อน ไปติดต่อขอออกบูท
งานแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ
ที่ศาลาพระเกี้ยว ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
 
อาจารย์ซักใหญ่เลย ว่าบริษัททำอะไร
ตั้งมานานรึยัง เชื่อใจได้รึเปล่า
ใครเป็นเจ้าของ แล้วเธอทำหน้าที่อะไร
 
 
เจอซักใหญ่ ไม่ทันตั้งตัว แถมยังจะเอานามบัตร
 
 
 
ไม่มีครับทั่น !!! วันนั้นรู้สึกแย่ ๆ จังเลย
ตอบคำถามอะไรก็ไม่เคลียร์เท่าไหร่ แถมยังไม่มีนามบัตร
 
เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ที่บริษัทฟัง
 
พี่ ๆ เค้าเลยทำนามบัตรให้วันนี้
 
 
เป็นนามบัตรแรกอย่างเป็นทางการในชีวิตนะเนี่ย !!
June 05

เตือนความจำหน่อย

เตือนความจำ !!!
 
- ไปเอาชุดรับปริญญาได้แล้วนะ (ก่อนวันที่ 10 มิ.ย.)
- ซื้อ DVD Writer กับกล้อง Digital ด้วย (Commart มีวันที่ 8 มิ.ย. นี้)
- ถ่ายรูปชุดครุย แล้ว Upload ให้ทางมหาวิทยาลัยด้วย
- ซ้อมรับปริญา วันที่ 24 มิ.ย. กับ 3 ก.ค.
- หาคนถ่ายรูปรับปริญญาด้วย
- เตรียมย้ายหออีกรอบ (ให้มันใกล้ ๆ ที่ทำงานหน่อย)
- วันไปสิงคโปร์ ชนกับวันซ้อมรับปริญญา และก็วันสอบ CISA
- ไปตัดผมซะ ผมยาวแล้ว
 
นอนดีกว่า
 
June 04

ทำงานที่ไหนวะ ??

เพื่อน : เฮ้ย มึง ตกลงทำงานที่ไหนวะ
อุ้ย     : Student Link ว่ะ
เพื่อน : บริษัทไรวะ
อุ้ย     : อืมๆ ทำเกี่ยวกับโครงการ Work & Travel อ่ะ
เพื่อน : อะไรวะ โครงการไร ไม่เห็นเคยได้ยิน
อุ้ย     : ก็ประมาณว่า ติดต่อประสานงาน ให้เด็กได้ไปทำงาน ละก็เที่ยวที่ USA ช่วงปิด Summer อ่ะ
เพื่อน : อ่าว แล้วมึงไปทำไรที่บริษัทนี้วะ
อุ้ย     : ทำการตลาด (Marketing) ว่ะ ให้บริษัทมีลูกค้าเยอะ ๆ
เพื่อน : เห้ยยย แล้วไม่ทำวิดวะ หรือว่า Finance เหรอวะ
อุ้ย     : อืม คงไม่ละมั้ง
เพื่อน : ทำไมวะ อุตส่าห์เรียนมา
อุ้ย     : อืม นั่นดิ ทำไมวะ
เพื่อน : ไรของมึงเนี่ย
อุ้ย     : เออน่า กูเลือกแล้ว
 
เคยได้ยินคำว่า "ฉลาดลึก แต่โง่กว้าง" มะ
เค้าเอาไว้ด่าพวก Professional อ่ะ ว่ารู้แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แม้จะรู้จริงก็ตาม
 
รู้สึกว่าไม่อยากเป็นคนอย่างนั้น
แต่คน ๆ นึง จะเก่งได้ซักกี่อย่างเชียว
 
อยากรู้ทุก ๆ เรื่องที่อยากรู้ อยากทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง
อยากบูรณาการความรู้ความสามารถของตนเอง
ให้ออกมาในงานที่เราทำ
 
อยากรู้จังว่าอนาคต จะไปได้ไกลซักแค่ไหน?
June 02

^__^

เมื่อวานประกาศผล F@$T Program แล้ว
ผลปรากฏว่า....
 
ชนะเลิศ
 
งงเลย ชนะซะงั้น เพื่อน ๆ ในกลุ่มดีใจกันโคดๆ
ทั้งกลุ่มก็ได้เงินรางวัล 100,000 บาท
ทุนประกันอุบัติเหตุอีก 1,000,000 บาท
ละก็โล่ห์เกียรติยศ
อ้อ !!! เกือบลืม ได้ไปดูงานที่สิงคโปร์ด้วย
 
 
อืม เป็นอีกก้าวใหญ่ ๆ ของชีวิตเหมือนกันนะเนี่ย
 
ใครอยากดูผลงานก็ download link นี้ละกันนะ
May 30

คิดแบบนี้อ่ะ

ไม่ได้มา Up Blog ซะนาน ... จริง ๆ มาเขียนหลายทีละ แต่ไม่ได้ save ไว้ซะที
ช่วงที่หายไปนานนี้ แอบไปทำอะไรมาหลายอย่างมาก
 
อบรม F@$T Program โครงการทางลัดสู่การเป็นนักวางแผนทางการเงิน
เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจการเงินต่าง ๆ โดย 6 พันธมิตรธุรกิจ
ละตอนสุดท้ายก็มีการให้แบ่งกลุ่มให้ทำ case แข่งกัน
 
รวม ๆ แล้วโครงการนี้ก็ OK
ได้หลาย Feel ดี ตอนแรก ๆ ไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่
แต่พักหลัง ๆ ก็สนิทกันมากขึ้น ด้วยการรวมตัวกันจัดกิจกรรมกันเอง (Fight มาก)
แต่ช่วงหลัง ๆ ตอนแบ่งกลุ่มไปทำ case นี่บรรยากาศออกแนวเครียดไปหน่อย
หลาย ๆ คน ทุ่มเทกับการทำงานมากจนเครียด ทำให้ไม่ค่อยเข้าใจกัน
แม้แต่กลุ่มเราเองก็เป็นไปด้วยเหมือนกันแฮะ
 
นอกจากอบรม F@$T แล้ว ก็ยังต้องอบรมสอบ CISA อีก
เพิ่งจะจบ Course ไปเมื่อวานนี้เอง แต่ยังรู้สึกว่าไม่พร้อมกับการสอบเลย
คงต้องอ่านทบทวนใหม่อีกหลายรอบเหมือนกัน เห็นหนังสือแล้วจะอ๊วก
 
 
 
ส่วนเรื่องงาน ตอนนี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า..
 
จะร่วมงานกับพี่ ๆ ที่บริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง
เป็นบริษัท Work & Travel
 
หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าทำไม ถึงมาทำงานกับที่นี่ได้
ทำไมไม่ทำงานในสิ่งที่เรียนมา ไม่ทำงานเป็นวิศวกร นักวิเคราะห์
หรือว่าทำงานสายตลาดหลักทรัพย์
 
จริง ๆ ตอนตัดสินใจก็คิดอยู่นานพอสมควรเหมือนกัน
ว่าจะเลือกทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ พวกนี้ดีมั๊ย ดูมีความมั่นคง ได้เงินเดือนก็เยอะใช้ได้
มีสวัสดิการ ชีวิตไม่ต้องลำบากอะไรมาก
หรือจะเลือกทำงานกับบริษัทเล็กๆ  ที่มีอิสระในการทำงาน มีอิสระในการคิด ทำมากกว่า
ได้ใช้ศักยภาพของตนเองให้มีประโยชน์มากที่สุด แม้จะได้เงินเดือนน้อยนิดก็ตาม
 
เหตุผลที่เลือกทำงานกับที่นี่ แน่นอน ไม่ใช่แค่บริษัทนี้เป็นบริษัทเล็ก ๆ แค่นั้น
แต่พี่ ๆ ที่บริษัท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในตัวเองออกมาให้เราเห็นเหมือนกัน
ทำให้เรารู้สึกเหมือนเมื่อสองสามปีก่อน ตอนที่อ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบมาใหม่ ๆ
ซึ่งตอนนั้นยังไม่ดังขนาดนี้ คือ พ่อรวยสอนลูก ที่สอนให้เราคิดว่าจะสร้างทรัพย์สินยังไง
 
ตอนนี้ที่ทำงานอยู่ที่นี่ ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่าย Marketing
วางแผนการตลาดให้บริษัท ทำให้บริษัทมีลูกค้าให้มากที่สุด
รู้สึกว่าเป็นงานที่ยาก แต่ก็ท้าทาย
ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงคิด วางแผน ส่วนที่ทำไปแล้วก็มี
อย่างในวันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เลย
คือทำโฆษณาใน Google ได้แล้ว (ลองมั่ว ๆ เอาจนทำได้)
โดยคนที่ search คำว่า "Work & Travel","Work and travel","ท่องเที่ยวและทำงาน","ฝึกงานต่างประเทศ"
จะมีโฆษณาเล็ก ๆ ของบริษัทอยู่ (www.islthailand.com)
รู้สึกเหมือนว่าค่อยเป็นฝ่าย Marketing ก็คราวนี้แหละ
 
ที่ว่าตอนนี้ยังทำงานแบบนี้อยู่ เพราะคิดว่าอนาคต คงได้ทำงานอย่างอื่นเพิ่มแน่ๆ
เพราะพี่ๆ ที่นี่ นอกจากจะวางแผนขยาย Office ทำ Web site ใหม่ ขยายธุรกิจนี้ออกไปอีก
ยังจะลงทุนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มาขายในเมืองไทย
โปรเจคนี้คงใหญ่น่าดู เพราะสินค้านี้เป็นสินค้าอุปโภค ถ้าตีตลาดได้ ก็คงสบายไปอีกนาน
แต่งานนี้ก็ยังอยู่ในช่วงดำเนินงานขั้นต้น ตอนนี้อยากได้ connection
ที่เกี่ยวข้องกับ Big -C Lotus เพื่อมาเจรจาเป็นคู่ค้ากันอยู่
 
รู้สึกว่าวันนี้จะมั่ว ๆ ไงไม่รู้ จริง ๆ มีเรื่องอีกเยอะแยะ แต่ไว้ค่อยเขียนต่อวันหลังละกัน
ใครจะคิดไงก็แล้วแต่ แต่เราคิดแบบนี้อ่ะ
April 17

"หมดเวลาสนุกแล้วซี"

"หมดเวลาสนุกแล้วซี"
คุ้น ๆ จังว่าเคยได้ยินจากการ์ตูนเรื่องไหน
 
ทำไมอยู่ดี ๆ ประโยคนี้มันผุดขึ้นมาในหัวเนี่ย
 
ในที่สุดก็ใส่เพลงใน space ได้ซักที
เพลงนี้ได้ใจมาก โดนใจคนโสด
 
จริง ๆ ไม่ได้เศร้าขนาดนั้นหรอก
ถ้าจะมี เดี๋ยวมันก็มีเอง
 
ตอนนี้ตีสามครึ่งแล้ว
ได้ข่าวว่า เช้านี้ต้องไปเข้าโครงการ F@$T Program
เค้านัดที่บริษัทเมืองไทย แถวรัชดา
ตอนหกโมงครึ่ง !!!
จะบ้าตาย ไปนอนดีกว่า...
April 15

เฮ้อ...

เคยอ่านหนังสือเล่มนึง ชื่อไรไม่รู้จำไม่ได้ละ
เค้าบอกไว้ว่า ความสุขของเราเกิดจากการ balance ชิวิต

โดยเฉพาะ balance ชีวิตในเรื่องของเวลา


เวลาของเรานั้นแบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ให้ตัวเอง
ส่วนที่ให้ครอบครัว
และส่วนที่ให้กับสังคม
อยู่ที่เราเอง ว่าจะแบ่งยังไง...

ช่วงที่ผ่านมา รู้สึกว่าเอาแต่ทำงาน ๆ หนักไปทางให้กับสังคมมากไป
จนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง รวมถึงพ่อแม่ (ไม่เค้ยย ไม่เคยโทรกลับบ้านเลย)



คิดถึงบ้าน คิดถึงเชียงใหม่ ...
ทำไมกรูต้องทำงานกรุงเทพฯ วะเนี่ย

เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ (3)

เมื่อวานไปเล่นน้ำที่สีลม กับเด็ก NIP9 มา
ก็หนุกไปอีกแบบ แต่รู้สึกทางนี้จะหนักไปทางเล่นแป้งซะเยอะ
ไม่เหมือนที่เชียงใหม่ ที่สาดน้ำกันเมามัน
ไม่ชอบเลยที่ผู้ชายหลาย ๆ คนฉวยโอกาสอ่ะ
บางคนบอกปีนึงแค่ครั้งเดียว แต่แม่ง ...



ช่างมาน

เรื่องหอ ตอนนี้จองเรียบร้อยแล้ว
อยู่แถวโพไซดอน (ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร)
ห้องก็ไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณ 20 ตารางเมตรเอง
แต่ก็คงไม่มีปัญหา เพราะอยู่คนเดียว ไม่น่าจะอึดอัดเท่าไหร่
ค่าห้องเดือนละ 3,500 บาท ส่วนกลาง 100 บาท
internet wireless อีก 400 บาท
มี UBC ใ้ห้สองช่อง (HBO,Star Sport)
เฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ก็มีพวก โต๊ะ ตู้ เตียง แอร์
ทีวี กะตู้เย็น ก็มี แต่ต้องมัดจำไว้อย่างละ 500 บาท


จะย้ายหอตอนสิ้นเดือนเมษานี้ละ ใครว่างมาช่วยทีนะ (จริง ๆ ของก็ไม่เยอะนะ)


เรื่องงาน
ตอนนี้ทางกสิกรไทย ติดต่อมาแล้วว่าสอบผ่านข้อเขียน
งานตำแหน่งไรไม่รู้ แต่ที่เขียนไปเป็น IB กับ Analyst
รอสัมภาษณ์ไปก่อน (ไม่รู้เมื่อไหร่แฮะ)

แบงก์กรุงเทพก็นัดไปสอบวันที่ 22 เมษานี้เหมือนกัน
เป็น โครงการเตรียมผู้บริหาร ตำแหน่ง เตรียมผู้จัดการ (ผู้จัดการฝึกหัด)
เงินเดือนเริ่มต้น (ตอนฝึกอบรม) 20,000 บาทแน่ะ
มันคือ Management trainee ป่าวหว่า ??? ไม่แน่ใจ
ชนกันกับเรียน CISA อ่ะ เอาไงดี แต่ก็น่าไปแฮะ

ทาง Asia Plus โทรมาบอกว่าตกลงได้งานแล้ว
เป็น Marketing นะ ถามว่าให้เริ่มงาน 1 พค. ได้ป่าว
ไอ้เราก็ซื่อ บอกว่าขอเริ่ม 1 มิย. เพราะตอนนี้ยังไม่ว่าง
เค้าก็ถามว่ารอที่อื่นอยู่เหรอ
ก็ดั๊นนนน บอกเค้าไปหมด
ยังดีนะที่เค้าไม่ด่าให้ แถมยังบอกว่ารอได้ซะอีก

ค่อยโล่งหน่อย อย่างน้อยกรูก็ไม่ตกงานละว่อยยย

April 11

"มีความสุขรึเปล่า" ของ แบล็คเฮด

"หากวันนึง ที่ตัวเธอต้องเหนื่อยล้า...
หากวันนึง ที่ตัวเธอนั้นท้อใจ
อาจมีคน ที่มาทำให้เธอต้องหวั่นไหว
ไม่มั่นใจ ว่าอะไรที่เธอต้องการ
ฉันแค่อยากให้เธอลองฟังฉันสักหน่อย
แล้วค่อยๆตรึกครองมองดู
เธอนั้นอาจจะมองไม่เห็น ที่เธอเป็นอยู่
ลองถามใจเธอดูว่าเธอนั้นรุสึกอย่างไร

เหนื่อยกาย...ไม่ได้แปลว่าทุกข์ สบาย....ไม่ได้แปลว่ามีความสุข
อะไร...ที่มันทำให้เธอนั้นทุกข์ ก้อลอง..ถามตัวเองก่อนตอนนี้...

พลาดพลั้งไป ใช่ว่าเธอนั้นพ่ายแพ้
แค่เสียใจ ใช่ว่าเธอนั้นอ่อนแอ
อยากถามว่าเธอยังจะสู้หรือยอมแพ้
ไม่ต้องแคร์ ว่ามีใครเข้าใจรึเปล่า
ฉันแค่อยากให้เธอลองฟัง ฉันซักหน่อย
แล้วค่อยๆตรึกตรองมองดู....
เธอนั้นอาจจะมองไม่เหน ที่เธอเป็นอยู่
ลองถามใจเธอดูว่าเธอนั้นรุสึกอย่างไร...

เหนื่อยกาย...ไม่ได้แปลว่าทุกข์ สบาย....ไม่ได้แปลว่ามีความสุข
อะไร...ที่มันทำให้เธอนั้นทุกข์ ก้อลอง..ถามตัวเองก่อนตอนนี้...มีความสุขรึเปล่า?"


ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อไม่กี่วันนี้เอง (บนรถทัวร์ +_+)
โคดโดน โดยเฉพาะไอ้ที่เป็นตัวหนังสือสีแดงอ่ะ



มันตอบคำถามหลาย ๆ อย่างที่เคยมีคนถาม และที่เคยถามตัวเองแฮะ
April 10

ฮาฮา

ห่างหายไปนานเลย ก็เพราะไอ้เนตหอเห่ย ๆ นี่แหละ
เซงว่ะ หลุดอยู่ได้ทุก 30 วิ


สองสามอาทิตย์ก่อน ไปเป็น staff โครงการ NIP9 มา
เป็นประสบการณ์ดี ๆ อีกครั้งนึงได้รู้จักน้อง ๆ NIP9 หลาย ๆ คน
รวม ๆ ก็รู้สึกว่าประทับใจกว่าตอนมาทำ NIP8 ซะอีก (ตอนนั้นมัวแต่ทำงาน)


มีแต่คนถามว่าได้งานที่ไหน? ได้งานรึยัง? เริ่มงานเมื่อไหร่?
ชักเริ่มกดดันแล้วดิ แหะๆ

สรุปมีงานที่อยู่ระหว่างสัมภาษณ์อยู่ ณ ตอนนี้ก็

Investors Marketing ที่ ตลาดหลักทรัพย์
IB ที่ FINANSA
Analyst ที่ พรูเด้นต์สยามฯ
Investment Analyst ที่ VNET venture
??? ที่ กสิกรไทย

เรื่องานผ่านไป เรื่องหัวใจต่อบ้างดีกว่า






















จบละ  (ก็มันมีที่ไหนเล่า!!)
March 19

เปิดประตูสู่โลกใบใหม่(2)

เอิ๊กๆ ในที่สุดก็สอบเสร็จหมด ค่า TOYOTA ก็เข้าไปแล้ว PROJECT ก็ส่งแล้ว
ได้ยินว่าเกรดจะออก พุธที่ 22 มีนานี้ ตื่นเต้น ๆ จะจบป่าวเนี่ย
 
พรุ่งนี้ NIP9 ก็จะเริ่มแล้ว รับหน้าที่เป็น IT เหมือนเดิม
จิง ๆ ไม่ค่อยอยากทำตำแหน่งนี้ แต่ลงท้ายก็ไม่มีใครทำอยู่ดี
ที่ไม่ค่อยอยากทำ เพราะกัวทำไม่ค่อยดี อายเค้าอ่ะ เหอะๆ
 
สัมภาษณ์งานตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วครั้งนึง
เค้าตอบกลับมาแล้ว ให้ไปสัมภาษณ์รอบสองกับฝ่าย Investors Marketing อีกรอบ
รู้สึกจะหลุดเข้าไปสัมภาษณ์ 3 คน แต่เค้าจะเอาคนเดียว จะได้รึเปล่าเนี่ย
เครียดๆ ถ้าไม่ได้คงเศร้าไปหลายวัน
 
ไปค่ายเชียงใหม่มา สนุกดี แต่ไม่ค่อยได้ทำไรซักเท่าไหร่ ช่วยเท่าที่ช่วยได้
เสียดายที่ต้องกลับก่อน เห็นคนอื่น ๆ บอกว่าเที่ยวหลังค่ายจบสนุกมากๆ
 
เอ้อ เกือบลืมไป กลับไปเชียงใหม่งวดนี้ซวยโคตร
มีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ คืนวันก่อน โดนตะขาบตัวใหญ่โคตร
กัดเท้า โดนหามส่ง รพ.เลย เท้าบวมไปสองวัน นอนไม่หลับเลย เจ็บโคตร
อีกสองวันต่อมา เดินชนคานห้องน้ำที่ รร.กาวิละ หัวแตกเลย เซงงง..
 
บ่น ๆ เหมือนคนแก่เลย จบไปแล้วก็คงไม่รู้สึกงี้หรอกมั้ง
เพราะไปทำงาน เราก็ยังถือว่าเป็นเด็กกว่าคนอื่น ๆ
เหอะๆ จะเปนไงต่อไปเนี่ย..
 
February 28

เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ (1)

ตอนนี้เหลือสอบ Final อีกเพียง 2 วิชาเท่านั้น...
กับเข้าค่ายที่ TOYOTA อีก 2 คืน ละก็ Project ที่เหลือแต่รูปเล่มที่สมบูรณ์
ชีวิตนิสิตมหาวิทยาลัย จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้นแฮะ
เบื่อเรียนมาก ๆ เลย ดีใจจังจะจบแล้ว
เรื่องงาน ตอนนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ติดต่อมาแล้ว รอวันที่ 8 มีนานี้ สัมภาษณ์
หวังว่าคงจะได้ที่นี่ล่ะนะ เท่าที่ได้ยินมาเรื่องเงินเดือน โบนัส สวัสดิการก็ดี
ตอนนี้มีเงินอยู่ในแบงก์เปล่า ๆ 15,000 บาท อยากเอาไปลงทุนทำอะไรซักอย่าง
กลัวว่าถ้าอยู่ไปซักพักแล้วจะสติแตก เอาไปซื้อของไร้สาระมาอีก เซรงงง
จะเปิดพอร์ตเล่นหุ้นเลยดีมั๊ยเนี่ย หรือว่ารอจบก่อนดี??
เอาวะ แล้วค่อยคิด (สติแตกแน่ๆอ่ะ)